Vogue Thailand

LIFESTYLE

เลือก “สีไฟแต่งห้อง” อย่างไรให้น่าอยู่ ดูมีมิติ และใช้งานได้จริง

แต่งห้องให้ดูน่าอยู่ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เลือกสีไฟให้เหมาะสม

29 มีนาคม 2569

ผู้เขียนเชื่อว่า “แสงไฟ” คือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญเบอร์ต้นๆ ของการแต่งบ้าน แต่จากที่มองดูบ้านหลายๆ หลัง (รวมถึงบ้านของผู้เขียนเอง) ไฟกลับเป็นส่วนที่มองข้ามอยู่บ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันคือสิ่งที่กำหนด mood & tone ของพื้นที่ทั้งหมด ตั้งแต่ความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย ไปจนถึงความคมชัดและความโปรดักทีฟ และหัวใจของมันไม่ใช่แค่ความสว่าง แต่คือ “สีของแสง” หรือที่เรียกว่า Color Temperature (Kelvin – K) ที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้งอารมณ์และการใช้งานในแต่ละห้อง

 

สีไฟบ้านมีกี่แบบ

• แสงไฟโทนอบอุ่น (Warm White): 2700K–3000K โทนเหลืองนวล ให้ความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย เหมาะกับการพักผ่อน
• แสงไฟโทนกลาง (Neutral White): 3500K–4100K โทนขาวนวลดูสมดุล เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ไม่เหลืองหรือฟ้าเกินไป
• แสงไฟโทนเย็น (Cool White / Daylight): 5000K–6500K โทนขาวอมฟ้า สว่าง คมชัด และดูโมเดิร์น เหมาะกับห้องที่ผู้อยู่อาศัยต้องใช้สายตาอย่างเต็มประสิทธิภาพในห้องนั้นๆ

 

Article

(สีไฟไล่จากซ้าย)

ภาพ : freepik

 

เลือกให้เข้ากับแต่ละห้องอย่างไร

เมื่อได้ทำความเข้าใจลักษณะสีไฟแต่งบ้านแต่ละแบบกันไปแล้ว ต่อไปผู้เขียนจะพาไปดูการเลือกสีไฟสำหรับแต่ละห้อง เพื่อให้แต่ละมุมของบ้านดูน่าสนใจและมีมิติมากขึ้นกัน

• ห้องนั่งเล่น

ห้องที่ใช้ทั้งพักผ่อนและต้อนรับแขก ผู้เขียนแนะนำให้ใช้ Warm White (ประมาณ 2700K–3000K) เป็นหลัก เพื่อสร้างบรรยากาศนุ่มนวล อบอุ่น และทำให้ห้องนั่งเล่นดูสว่างจนเกินไป แต่จุดที่ไม่ควรมองข้ามในการใช้ Warm White ในห้องนั่งเล่นก็คือ “อย่าใช้ไฟเฉดเดียวทั้งห้อง” ควรมีการเลเยอร์กันของแสง เช่น โคมตั้งพื้น โคมตั้งโต๊ะ และไฟเพดาน เพื่อให้มิติของแสงดูมีความละมุนและไม่น่าเบื่อ

Article

ภาพ : istock

 • ห้องนอน

ห้องนอนเป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อน จึงต้องการแสงที่ไม่รบกวนร่างกายจนเกินไป การเลือก Warm White (2700K) หรืออุ่นกว่านั้นเล็กน้อย จะช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนง่ายขึ้น และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงไฟขาวจัด เพราะอาจไปรบกวนการหลั่งเมลาโทนินหรือฮอร์โมนที่ช่วยเรื่องการนอนให้หลับได้ไม่เต็มที่

Article

ภาพ : Freepik

• ห้องครัว

สำหรับห้องครัวแน่นอนว่าคือพื้นที่ทำงานมากกว่าพักผ่อน จึงไม่จำเป็นต้องใช้ไฟที่ช่วยเรื่องความผ่อนคลาย ผู้เขียนจึงอยากแนะนำว่าการใช้Neutral White ตั้งแต่ 4000K ถึง Cool White 5000K จะเหมาะสมกว่าการใช้ Warm White เพราะจะช่วยให้มองเห็นสีของอาหารและวัตถุดิบได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดในการทำอาหารได้

Article

ภาพ : Canva

• ห้องน้ำ

สำหรับห้องน้ำในความเห็นของผู้เขียนถือเป็นโซนที่อาจจะไม่เคร่งมาก เพราะบางคนอาจจะชอบการอาบน้ำในแสงเหลืองๆ ดูสลัวๆ ในขณะที่บางคนอาจจะชอบความสว่างจัดๆ ก็ได้เช่นกัน ดังนั้นผู้เขียนแนะนำว่าถ้ามีกำลังทรัพย์อาจจะติดตั้งไฟทั้งสองสีเพื่อให้สมาชิกในบ้านเลือกใช้ตามความชอบ

แต่ถ้าจำเป็นจะต้องเลือกจริงๆ ผู้เขียนมองว่าการเลือก Neutral White (3500K–4000K) เพื่อให้เห็นสีผิวจริง โดยเฉพาะเวลาส่องกระจก แต่งหน้า หรือโกนหนวด อาจดีกว่าการเลือก Warm White ซึ่งเหลืองเกินไปเพราะอาจจะทำให้เห็นสีผิวไม่ชัดเจนจนทำให้แต่งหน้าเพี้ยน เช่นเดียวกับไม่ควรเลือก Cool White เพราะอาจจะสว่างหรือฟ้าเกินไปจนผิวดูซีด

Article

(ห้องน้ำที่ใช้ไฟ neutral white)

ภาพ : Canva

หากอ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่าบางคนอาจมีคำถามว่า “จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเลือกสีไฟสำหรับแต่ละห้อง” ซึ่งจุดนี้ผู้เขียนมองว่าการเลือกสีไฟไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่มันคือเรื่องของความรู้สึกที่เราอยากมีเวลาอยู่ในสักมุมหนึ่งของบ้าน ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นหรือไม่จำเป็นก็ได้ทั้งนั้น แต่ที่แน่ๆ มันคือการเปิดโอกาสให้คุณได้สนุกในการแต่งบ้านอย่างมีศิลปะ