Myriam Serrano Alaïa

FASHION

พูดคุยกับ ‘Myriam Serrano’ ซีอีโอแห่ง Alaïa ถึงแนวทางการมาเปิดบูติกแห่งแรกในประเทศไทย

‘Myriam Serrano’ ซีอีโอแห่ง Alaïa ให้สัมภาษณ์กับโว้กประเทศไทยว่า “แก่นสำคัญของแบรนด์คือ ‘การสร้างสรรค์’ และ ‘ผู้หญิง’ ที่เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง เราให้ความสำคัญกับงานฝีมือ ความละเอียดแม่นยำ และการออกแบบรูปร่างในเชิงประติมากรรม”

20 พฤษภาคม 2569

หลังมาเปิดตัวได้ไม่นานสำหรับบูติก Alaïa แห่งแรกอย่างเป็นทางการที่ประเทศไทย โดยนำเสนอจิตวิญญาณแห่งความสง่างาม ความบริสุทธิ์ และความอบอุ่น ผ่านงานออกแบบด้วยหินอ่อนพร้อมเฟอร์นิเจอร์ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ซึ่งนับเป็นบูติกแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โว้กประเทศไทยพาพูดคุยกับ ‘Myriam Serrano’ ซีอีโอของเมซง Alaïa ที่ขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ในระดับโลก ตอกย้ำสถานะของ Alaïa ในฐานะหนึ่งในชื่อที่ทรงอิทธิพลและเป็นที่ปรารถนามากที่สุดแห่งวงการลักชัวรีร่วมสมัย พร้อมพูดคุยถึงแนวทางและการมาเปิดบูติกในประเทศไทย โดยเธอเป็นผู้นำวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มุ่งยกระดับความสำคัญของแบรนด์ในเชิงวัฒนธรรม เสริมความแข็งแกร่งให้กับการขยายตัวในระดับนานาชาติ และถ่ายทอดภาพของความเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่เปี่ยมด้วยพลัง ภายใต้รากฐานและจิตวิญญาณของ ‘Azzedine Alaïa’

 

Article

‘Myriam Serrano’ ซีอีโอแห่ง Alaïa

VOGUE: ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ Alaïa เติบโตอย่างไรบ้าง?

Myriam: ในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา เราได้พัฒนาแบรนด์ Alaïa มาเป็น Alaïa อย่างเต็มตัวในฐานะแบรนด์ที่เปิดรับลูกค้ารุ่นใหม่มากขึ้น ทำให้แบรนด์มีการมองเห็นมากขึ้นในระดับโลก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของเมซง Alaïa และนำมาสู่การเปิดตัวในประเทศไทยครั้งนี้

 

V: เปรียบเสมือนยุคใหม่ของ Alaïa หรือไม่?

M: ใช่ค่ะ และมันน่าสนใจมาก เพราะแบรนด์นี้มีอะไรอีกมากมายที่อยากนำเสนอ Alaïa เป็นแฟชั่นเฮาส์ที่พิเศษและแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราทำคือการทำให้แบรนด์ดูร่วมสมัยและตอบโจทย์กับปัจจุบันมากขึ้น แต่ก็ยังคงรักษามรดกและคุณค่าดั้งเดิมของ Alaïa เอาไว้

 

V: ปรัชญาของแบรนด์ Alaïa คืออะไร?

M: แก่นสำคัญของแบรนด์คือ ‘การสร้างสรรค์’ และ ‘ผู้หญิง’ ที่เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง เราให้ความสำคัญกับงานฝีมือ ความละเอียดแม่นยำ และการออกแบบรูปร่างในเชิงประติมากรรม Azzedine Alaïa สร้างคอลเล็กชั่นบนร่างกายจริง เสมือนการปั้นประติมากรรม เขาเคยเรียนประติมากรรมมาก่อนจึงมีมุมมองที่กว้างและแตกต่างจากดีไซเนอร์ทั่วไป แนวทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอและงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง ที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันซึ่งทำให้ Alaïa เป็นมากกว่าแบรนด์แฟชั่น

 

V: อะไรคือสิ่งที่ทำให้เสื้อผ้า Alaïa โดดเด่น?

M: สิ่งสำคัญคือ ‘รูปทรง’ สถาปัตยกรรม และปริมาตรของเสื้อผ้า ทุกอย่างถูกสร้างบนร่างกายจริง ไม่ใช่แบบแบนบนโต๊ะ ทำให้เสื้อผ้าช่วยขับเน้นรูปร่างและส่วนโค้งเว้าของผู้หญิงได้อย่างสวยงาม ผู้คนจะจดจำ Alaïa ได้จากซิลูเอตมากกว่าโลโก้ เพราะเราแทบไม่มีโลโก้เลย เพราะจริงๆ แล้วโลโก้ของ Alaïa คือรูปทรงของเสื้อผ้าเสียมากกว่า

 

V: แบรนด์ Alaïa มีความเชื่อมโยงกับศิลปะและวัฒนธรรมอย่างไรบ้าง?

M: Azzedine Alaïa ชอบสะสมงานศิลปะ เฟอร์นิเจอร์ และงานดีไซน์จำนวนมาก ดังนั้นแบรนด์จึงอยู่ตรงบนจุดตัดระหว่างแฟชั่น ศิลปะ การออกแบบ และวัฒนธรรม ซึ่งทำให้แบรนด์ยังคงร่วมสมัยและมีความหมายจนถึงทุกวันนี้

 

V: อะไรคือความเหนือกาลเวลาของเสื้อผ้า Alaïa?

M: เสื้อผ้า Alaïa ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อใส่แค่ฤดูกาลเดียว ลูกค้าหลายคนซื้อ Alaïa เมื่อหลายสิบปีก่อนและยังคงสวมใส่อยู่ บางคนส่งต่อให้ลูกด้วยซ้ำมันจึงมีทั้งคุณค่าและความผูกพันทางอารมณ์ เป็นเสื้อผ้าที่เหนือกาลเวลาอย่างแท้จริง

 

V: อะไรคือจุดแข็งของ Alaïa ในอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มีการแข่งขันสูง?

M: Alaïa มีความ ‘จริงแท้’ และ ‘เฉพาะตัว’ ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงและแบรนด์จำนวนมาก เราเลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์และ Human Scale เอาไว้ ทุกอย่างของ Alaïa ต้องแม่นยำ ตั้งแต่สินค้า ภาพลักษณ์ ไปจนถึงร้าน

 

V: Alaïa มีความสัมพันธ์กับเหล่าเซเลบริตี้อย่างไร?

M: เรามี Couture Atelier สำหรับตัดชุดตามความต้องการของเซเลบริตี้โดยเฉพาะ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดและจริงใจ Azzedine Alaïa เคยทำอาหารและจัดดินเนอร์ทุกคืนในบ้านที่ปารีส รอบโต๊ะอาหารนั้นคุณจะพบผู้คนจากหลากหลายแวดวง ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นางแบบ นักดนตรี แขกคนสนิท ทีมงานใน Atelier รวมถึงบุคคลชื่อดังอย่าง 'Grace Jones, 'Tina Turner' หรือในช่วงหลังมานี้อย่าง 'Beyoncé' และ 'Rihanna' ฉันมองว่าสิ่งนี้มันคือ ‘ครอบครัว Alaïa’

 

V: ตลาดยุโรป อเมริกา และเอเชีย แตกต่างกันอย่างไร?

M: ยุโรปและอเมริกาเป็นตลาดดั้งเดิมของเรา Alaïa เริ่มต้นที่ปารีส และแฟชั่นโชว์ครั้งแรกจัดขึ้นที่มหานครนิวยอร์กในปี 1982 ในขณะที่ตลาดอเมริกามีความเชื่อมโยงกับความมั่นใจและซิลูเอตที่เน้นรูปร่าง ทางฝั่งเอเชียถือเป็นบทใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังในการเติบโตของ Alaïa แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีพลังและน่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับเมซง สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือความละเมียดละไมของลูกค้า รวมถึงความเข้าใจและให้ความสำคัญต่องานฝีมือ ซิลูเอต และความจริงแท้ของงานออกแบบ อย่างไรก็ตาม เอเชียแต่ละประเทศแตกต่างกันมาก ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น จีน และไทย ล้วนมีวัฒนธรรมและแนวทางแฟชั่นที่โดดเด่นไม่เหมือนกัน ซึ่งทำให้ภูมิภาคนี้เป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญให้กับ Alaïa

 

V: ทำไมถึงเลือกมาเปิดบูติกที่ประเทศไทย?

M: ฉันรู้สึกว่าประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกับ Alaïa อย่างเป็นธรรมชาติ ลูกค้าชาวไทยรักการแต่งตัว ชอบแฟชั่น และชอบการแสดงตัวตนผ่านเสื้อผ้า ซึ่งสอดคล้องกับ Alaïa มาก นอกจากนี้เรายังมีลูกค้าชาวไทยจำนวนมากที่ซื้อสินค้าจากปารีส ญี่ปุ่น หรือจีนอยู่แล้ว พวกเขาดีใจมากที่ตอนนี้สามารถหาซื้อ Alaïa ได้ที่ประเทศไทย

 

V: ช่วยเล่าถึงบูติกในประเทศไทยได้ไหม?

M: เราต้องการให้แต่ละบูติกมีเอกลักษณ์ ไม่ใช่เป็นการคัดลอกมาจากที่อื่น ร้านในประเทศไทยได้รับการออกแบบร่วมกับสตูดิโอสถาปนิกชาวสวีเดน ‘Halleroed’ ภายในร้านมีเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์พิเศษตั้งแต่ หินอ่อน หนังสี Nude และการตัดกันระหว่างความแข็งกับความนุ่ม ความเย็นกับความอบอุ่น เราต้องการให้ร้านแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ผู้คนได้ค้นพบโลกของ Alaïa ในกรุงเทพฯ และการร้านตั้งอยู่ที่ Central Embassy นับเป็นโลเคชั่นที่เหมาะกับแบรนด์อย่างยิ่ง

 

V: ช่วยอธิบายแนวทางของ Alaïa ในประเทศไทย

M: เราไม่ได้ต้องการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เราต้องการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปและก้าวอย่างรอบคอบ เป้าหมายคือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าไทย สื่อ และคอมมูนิตี้แฟชั่นในประเทศไทย เราจะค่อยๆ ทำให้ผู้คนรู้จัก Alaïa มากขึ้น แต่ก็ยังคงรักษาความเอ็กซ์คลูซีฟและคุณค่าของแบรนด์เอาไว้ ทุกอย่างต้องแม่นยำ มีความซื่อสัตย์และมีความเป็น Alaïa อย่างชัดเจน

Photo : Courtesy of Maison Alaïa