“ก็โสดโสดอยู่ทางนี้
ยังโสดโสดอยากเอารักมาโหลดโหลด
เธอใช่ไหมที่ฟ้ามาโปรด
ฟ้ามาโปรด”
หากคุณสามารถอ่านเนื้อเพลงข้างต้นเป็นจังหวะได้ อาจหมายความว่าเมื่อ 15 ปีก่อน คุณน่าจะรู้จักเกิร์ลกรุ๊ป 4 สาวที่มีชื่อว่า ‘Olives’ และเพลง ‘ยังโสด’ ซิงเกิ้ลเดบิวต์ของพวกเธอ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป ณ วันนั้นก็เรียกได้ว่าทะยานทุกชาร์ต ถูกเปิดผ่านทุกคลื่นวิทยุ และติดหูสุดๆ
ทว่าเรื่องที่น่ายินดีในวันนี้ไม่ใช่การที่คุณยังจำเพลงดังกล่าวได้ขึ้นใจ แต่คือการที่หนึ่งในสมาชิกของวงอย่าง ‘บุ๊ค-ณัชชารีย์ หยาง’ หรือชื่อที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘บุ๊ค วง Olives’ ในฐานะเจ้าของผลงานเพลงชาติของคนโสดที่กำลังตามหารักได้สละสถานะตามชื่อเพลงของเธออย่างเป็นทางการ และเริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะเจ้าสาวป้ายแดงอย่างเต็มตัว เมื่อวันที่ 14-16 กันยายน 2026 ที่ผ่านมากับ ‘Abel Yeung’ นักธุรกิจหนุ่มชาวฮ่องกง ท่ามกลางบรรยากาศงานวิวาห์สุดหรูหราที่มาพร้อมกลิ่นอายความอบอุ่น ณ ประเทศโมนาโก ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญที่โว้ก ประเทศไทยจะนำมาคุยกับเธอในบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งนี้ที่จะเจาะทุกดีเทล พร้อมเปิดเซ็ตภาพสุดพิเศษที่แฟนเพลงของเธอไม่ควรพลาด

บทรักที่กำลังจะขับขานเริ่มจากการสร้างฉากหลังที่ตรงกับภาพฝัน
ตลอดสามวันเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมือง ‘Roquebrune-Cap-Martin’ ใกล้กับพรมแดนโมนาโกและฝรั่งเศส เป็นทั้งพื้นที่ที่ท้องฟ้าเปล่งประกายไปด้วยก้อนเมฆขาวในยามเช้าและดวงดาวสุกสกาวในยามค่ำตัดกับสีเขียวขจีจากต้นไม้ที่ปกคลุมหน้าผาชัน รวมถึงเป็นแหล่งที่ตั้งของ ‘Villa La Vigie’ หรือฉากหลังของ Welcome Dinner, Wedding Day และ Pool Party ในฝันของบ่าวสาวคู่ใหม่นี้
หากมองเผินๆ มันอาจไม่ใช่เรื่องแปลกตาอะไรที่เราได้จะเห็นงานแต่งจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น เพราะ Lake Como ในประเทศอิตาลี ที่เหล่าคนมีชื่อเสียงต่างพากันไปจัดงานวิวาห์จนกลายเป็นภาพคุ้นตาตามหน้าสื่อก็ให้อารมณ์คล้ายคลึงกัน ทั้งยังเป็นสถานที่ในฝันของสาวๆ หลายๆ คน ทว่าในมุมมองของเจ้าสาวหน้าใหม่คนนี้นั้นกลับต่างออกไป
“ถ้าพูดถึงสถานที่จัดงานในฝัน หลายคนน่าจะนึกถึง Lake Como แต่สำหรับบุ๊ค บุ๊คชอบ French Riviera มากที่สุดและ Villa La Vigie ก็เป็นหนึ่งในวิลล่าที่ไอคนิกที่สุดของบริเวณนี้ ซึ่งสิ่งที่ชอบมากคือที่ตั้งของวิลล่าที่แยกตัวอยู่บนหน้าผาริมโมนาโกและถูกโอบล้อมด้วยทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นวิวและบรรยากาศที่บุ๊คชอบมาก ตัวอาคารสีขาววิลล่าเองก็ดูคล้ายเค้กแต่งงาน ทำให้รู้สึกโรแมนติกและเข้ากับภาพงานแต่งงานที่คิดไว้มากๆ” บุ๊คกล่าว
จริงอยู่ที่ความต้องการในสถานที่อันโปรดปรานของเธอนั้นจะชัดเจนและตรงไปตรงมาราวกับคำภาวนาที่ร้องขอกับฟากฟ้า แต่ในโลกความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยสิ่งที่พร้อมทำให้ผิดหวังตลอดเวลาก็เป็นอีกหนึ่งข้อกังขาที่อาจทำให้พรที่เธอตั้งจิตภาวนาไม่เป็นจริง ดังนั้น การร่วมงานกับพาร์ทเนอร์ที่ดีอย่าง ‘ลูกไม้-พัชริดา’ ผู้ก่อตั้ง ‘Dentelle Event’ บริษัทเวดดิ้งออร์แกไนซ์สัญชาติไทย ซึ่งมารับหน้าที่วางแผนและตระเตรียมทุกสิ่งให้เหมือนกับภาพในจินตนการของเธอจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในสมการความฝันนี้
“Abel และคุณบุ๊ค อยากให้งานแต่งงานเป็นการเฉลิมฉลองที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เป็นช่วงเวลาที่คนสำคัญที่สุดในชีวิตของทั้งคู่ที่ได้มาอยู่พร้อมหน้า ใช้เวลาร่วมกันอย่างใกล้ชิด และรู้สึกเชื่อมโยงถึงกันอย่างแท้จริง ทำให้ภาพของงานที่ทั้งคู่จินตนาการไว้สะท้อนความซอฟต์ โรแมนติก และเหนือกาลเวลา โดยยังคงความร่วมสมัยผ่านรูปทรงและรายละเอียดที่ถูกคิดมาอย่างตั้งใจ โดยหัวใจสำคัญของทุกองค์ประกอบคือการทำให้แขกรู้สึกถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดและเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลานั้นจริงๆ” ลูกไม้กล่าวถึงโจทย์ที่ได้รับจากเจ้าสาว
ก่อนจะขยายความเพิ่มเติมถึงวิธีการที่เธอเลือกใช้เพื่อบันดาลพรของคู่บ่าวสาวให้เป็นจริง “เพื่อถ่ายทอดสิ่งที่คุณ Abel และคุณบุ๊คจินตนาการไว้ เราตั้งใจให้งานออกแบบมีความละเอียดอ่อน โดยทุกองค์ประกอบถูกคิดขึ้นอย่างมีเหตุผลและมีความหมาย ตั้งแต่ภาพรวมไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ”
โดยลูกไม้เริ่มจากการนำความงามจากทั้งสถาปัตยกรรมของ Villa La Vigie และบรรยากาศริมทะเลที่บุ๊คชอบมาเป็นสารตั้งต้นหลัก ก่อนจะห้อมล้อมทุกองค์ประกอบภายในงานให้สอดรับไปกับฉากทัศน์อันทรงเสน่ห์นั้น ไล่ตั้งแต่การคัดสรรดอกไม้ที่ไม่ได้โดดเด่นจากการมีดอกใบผลิบาน แต่จากความมีชีวิตชีวาราวกับว่ามีลมหายใจ หรืองานผ้าที่ใช้ประดับรอบงานก็ผ่านการจัดแต่งให่นุ่มนวลตัดกับความสมมาตรของสถานที่เป็นอย่างดี ขณะที่การวางผังงานก็ออกแบบเป็นอย่างดี ไม่มากไป ไม่น้อยเกิน เพื่อให้เปิดโอกาสให้พื้นที่ธรรมชาติของวิลล่าผสานไปกับกลิ่นอายความรักที่อบอวลไปทั่วงานได้เต็มที่
“สำหรับเรา ประสบการณ์ของแขกไม่ได้เกิดขึ้นจากสิ่งที่มองเห็นเพียงอย่างเดียว เราจึงให้ความสำคัญกับ รสชาติ กลิ่น และเสียงดนตรี ควบคู่ไปกับงานออกแบบ เพื่อให้แขกค่อยๆ ซึมซับบรรยากาศและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแต่ละช่วงเวลาได้อย่างเป็นธรรมชาติ” ผู้ก่อตั้ง Dentelle Event กล่าว
แม้บุ๊คจะได้บรรยากาศและสถานที่ตามที่เธอหวังเอาไว้ ทว่าอีกมุมหนึ่งเธอก็เชื่ออย่างสุดหัวใจว่า Villa La Vigie ภายใต้การตกแต่งของ Dentelle Event เป็นมากคำภาวนาที่กลายเป็นจริงสำหรับเธอ แต่เป็นพื้นที่ที่คนสนิทจากฝั่งเธอและฝั่งเจ้าบ่าวสามารถมาพบกับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและสร้างช่วงเวลาดีๆ เก็บติดตัวไปแม้งานจะจบลง
“บุ๊ครู้สึกว่าถ้าเลือกเฟรนช์ ริเวียร์ร่าแขกที่เดินทางมาร่วมงานจะไม่ได้มาเพื่อวันแต่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้เวลาเที่ยวโมนาโกหรือเดินทางไปเมืองต่างๆ รอบริเวียร์ร่าได้ มีทั้งสถานที่ให้เที่ยวและหลายอย่างให้ทำในช่วงที่มาอยู่ที่นี่ เป็นสถานที่ที่บุ๊คชอบในตัวมันเองและอยากให้ทั้งเราและคนที่เรารักได้มาใช้เวลาและสร้างความทรงจำใหม่ร่วมกันที่นี่” บุ๊คกล่าว
หากพิจารณาคำพูดและวิธีการคิดของบุ๊คในเรื่องของสถานที่จัดงานจะรู้สึกได้ทันทีว่าเธอได้ท้าทายชุดความคิดและภาพจำบางอย่างที่สังคมมักมีต่อการจัดงานวิวาห์ หนึ่งคือทำลายกรอบที่ว่า “งานแต่งเป็นเรื่องของคนสองคน” จากการที่เธอเลือกวิลล่าแห่งดังกล่าว เพราะเชื่อว่ามันจะสร้างโมเมนต์อันน่าจดจำให้กับแขกทุกคนที่มางาน อีกหนึ่งคือการสะท้อนว่าหมุดหมายยอดฮิตในฝันของใครหลายๆ คนอาจไม่ใช่ที่ที่เธอเห็นตนเองยืนอยู่ในชุดเดรสสีขาวได้เท่ากับที่แห่งนี้
บรรยากาศและอารมณ์ที่ผันเปลี่ยนไปคือวิธีการสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม
เนื่องจากงานในครั้งนี้ใช้เวลาถึง 3 วัน 3 คืน แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกวันที่บุ๊คและ Abel จะได้เดินไปตาม Aisle หรือ เอ่ยปากว่า “I Do” ต่อหน้าทุกคน เพราะนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะวันงานแต่งจริง แต่มันยังมีช่วงเวลาของการพบปะสังสรรค์ รับประทานอาหารร่วมกัน หรือแม้แต่ปาร์ตี้สุดเมามันส์ที่เกิดขึ้นก่อนและหลังงานวิวาห์ และด้วยคาแรกเตอร์ที่ต่างกันของกิจกรรมเหล่านั้นนั่นเองที่ทำให้คู่บ่าวสาวและลูกไม้ต้องเปลี่ยนอารมณ์ของแต่ละช่วงไปด้วย
ประเดิมด้วย ‘Welcome Dinner’ ด่านแรกที่เมื่อแขกแต่ละคนมาถึงวิลล่าจะต้องเข้าร่วม เพราะมันเป็นช่วงที่พวกเขาจะได้ใช้เวลากับบุ๊คและ Abel ระหว่่างรับประทานอาหารมื้อพิเศษท่ามกลางบรรยากาศที่สบายๆ ผ่อนคลาย และเป็นกันเอง ก่อนที่พวกเขาจะได้รับบทเป็นสักขีพยานคนสำคัญในเช้าวันถัดไป
‘Welcome Dinner เป็นเหมือนภาพแรกของ Abel และคุณบุ๊ค ที่อยากให้แขกได้สัมผัสทั้งความอบอุ่น ความสนุก และความเป็นกันเอง โดยได้แรงบันดาลใจจากสีสันของพระอาทิตย์ตกริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ค่ำคืนแรกเต็มไปด้วยสีสันและความมีชีวิตชีวา เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนได้มาอยู่พร้อมหน้ากันและเริ่มต้น celebration ไปด้วยกัน’ ลูกไม้กล่าวถึงอารมณ์และบรรยากาศที่บุ๊คและ Abel ต้องการ
ขณะที่เช้าวันต่อมาเป็นช่วงเวลาของ ‘Wedding Day’ หรือพิธีงานแต่งจริงที่รายล้อมไปด้วย โทนสี Ivory, Blush และ Muted rose ซึ่งเป็นคีย์หลัก ที่แม้จะเต็มไปด้วยความอ่อนละมุนและให้อารมณ์ความรู้สึกแสนหวาน แต่ก็ไม่อาจต้านความงามตามธรรมชาติของสีเขียวจากต้นไม้ใบหญ้าและสีฟ้าจากน้ำทะเลและท้องฟ้าที่อยู่เบื้องหลังคู่บ่าวสาวขณะที่กำลังกล่าวคำสาบานรักและสวมแหวนให้กันได้เลย
“ใน Wedding Day บรรยากาศค่อย ๆ เปลี่ยนไปในทางที่นุ่มนวลและเฟมีนีนมากขึ้น โทน ivory, blush และ muted rose ถูกนำมาใช้ตลอดพิธีเพื่อสร้างความละมุนและโรแมนติก ขณะที่แสงเทียนช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของงานเลี้ยงมื้อค่ำให้ดูอบอุ่นและเป็นกันเองมากขึ้น ก่อนที่พลังของงานจะเปลี่ยนอีกครั้งในช่วงกลางคืน เมื่อดนตรีและการเต้นพาทุกคนเข้าสูปาร์ตี้แบบเต็มที่”
ก่อนที่เดินทางมาถึงช่วงเวลา ‘Pool Party’ ที่ถือเป็นช่วงสุดท้ายสำหรับแขกทุกคนที่จะได้มีส่วนร่วมในงานครั้งนี้ แต่เป็นเพียงบทหนึ่งจากอีกหลายร้อยบทในวันข้างหน้าของคู่บ่าวสาวที่ได้ก้าวมาสู่บทบาทใหม่อย่างเป็นทางการนั่นคือ ‘สามีและภรรยา’
“วันสุดท้ายปิดท้ายด้วย Pool Party ในบรรยากาศสบายๆ แบบริเวียร์ร่า เราอยากให้วันนั้นรู้สึกเบา เป็นธรรมชาติ และไม่ต้องมีพิธีการ เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง พูดคุย ใช้เวลาร่วมกัน และค่อยๆ ปิดท้ายทั้งสามวันอย่างเรียบง่ายที่สุด”
สิ่งใดก็ไม่สำคัญเท่ากับ ‘เดรสยาวสีขาว’ ที่เจ้าสาวเลือก ‘เพื่อ’ตัวเอง
จริงอยู่ที่บุ๊คท้าทายคติของงานแต่งที่ว่า “มันเป็นเรื่องของคนสองคน” ด้วยการตระเตรียม ไตร่ตรอง และออกแบบทุกองค์ประกอบโดยมีแขกคนสำคัญเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อสร้างบรรยากาศและช่วงเวลาที่ทุกคนสามารถมีความสุขร่วมกัน
ทว่าในบรรดาทั้งหมดนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เธอเลือกให้ตัวเองและเพื่อตัวเองเท่านั้น และนั่นคือ ‘ชุดเจ้าสาว’ ซึ่งถือด่านสำคัญของเจ้าสาวทุกคนที่เชื่อว่าจะสวมใส่เดรสยาวรูปแบบนี้เป็นครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้าย ซึ่งบุ๊คก็คือหนึ่งในคนๆ นั้น ทำให้เป้าหมายในการมองหาชุดสำหรับวันสำคัญนั้นมีมากกว่าเรื่องของความสวมงาม แต่ต้องเป็นวัตถุที่สามารถบรรจุความทรงจำ ความสุข และเรื่องราวเหมือนฝันให้คงอยู่ให้เนื้อผ้าไปได้ตลอดกาล
เริ่มจาก ‘ชุดเจ้าสาวตัวแรกสำหรับช่วง Wedding Ceremony’ จากห้องเสื้อ ‘Nicole + Felicia’ ซึ่งช่ำชองเรื่องการตัดชุดเจ้าสาวระดับกูตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ปรับแต่งรายละเอียดเล็กน้อยเพื่อให้ตรงกับภาพที่เธอคิดไว้นั่นคือ ‘เรียบหรู คลาสสิก และเหนือกาลเวลา’ รวมถึงสอดคล้องกับต้นแบบ Bridal Look ที่เธอมีในใจ
“หนึ่งในลุคต้นแบบที่บุ๊คนึกถึงคือ Bridal Look ของ ‘Grace Kelly’ (นักแสดงฮอลลีวูดและอดีตเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์โมนาโก) ที่มีความเรียบ สง่างาม และเหนือกาลเวลา ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับที่บุ๊คอยากได้จากชุดแต่งงานของตัวเอ’ และชุดจาก Nicole + Felicia ก็ว่าบ่งบอกความเป็นตัวบุ๊คมากที่สุด เรียบง่ายแต่หรูหรา มีรายละเอียดโดยไม่หวือหวา และมีความพิเศษในแบบของตัวเอง ซิลูเอ็ตแขนยาว คอปิด กับลูกไม้ปักด้านบน และกระโปรงทรง Ball Gown สีขาวเรียบ ให้ความรู้สึกสมดุล ไม่มากหรือน้อยเกินไป และมีความคลากสิกแบบที่บุ๊คชอบมาก” บุ๊คกล่าวตอบเมื่อถามถึงเหตุผลที่ชุดตัวแรกบ่งบอกตัวตนของเธออย่างไร
หากชุดตัวแรกกำลังสื่อสารตัวตนของเจ้าสาวด้วยเลนส์ที่อ่อนหวาน หรูหรา และเหนือกาลเวลา ‘ชุดเจ้าสาวตัวที่สองสำหรับช่วง Wedding Reception’ จาก ‘Palee Marriage’ ก็ส่งต่อเรื่องอีกมุมที่ต่างออกไปของเจ้าสาวคนเดิมที่มีครั้งนี้มีความขี้เล่น เซ็กซี่ และมีเสน่ห์เพิ่มเติมขึ้นมา เนื่องจากชุดตัวนี้ได้ดึงผ้าลูกไม้มาตัดเย็บเป็นเดรสยาวเกาะอกตกแต่งดีเทลช่วงสะโพกและหลังทั้งตัว ซึ่งขับเน้นทั้งสรีระและเผยให้เห็นผิวพรรณที่ภายใต้ความโปร่งเบาของเนื้อผ้าเล็กน้อย ก่อนจะคอมพลีตลุคด้วยรองเท้าจาก ‘Jimmy Choo’ พร้อมด้วยเครื่องประดับจาก ‘West 18’ และ ‘Rose Bleu’
“ชุดที่สองจาก Palee Marriage บุ๊คก็ชอบไม่แพ้กัน เพราะจริง ๆ เคยฝันไว้นานแล้วว่าถ้าแต่งงานอยากใส่ชุดลูกไม้ปักทั้งตัว ก่อนหน้านี้ลองมาหลายแบรนด์แต่ยังไม่เคยเจอลูกไม้ที่รู้สึกว่าใช่ จนมาเห็นลูกไม้ฝรั่งเศสของ Palee Marriage ก็เลือกเลย เพราะรู้สึกว่าสวย มีเอกลักษณ์ และไม่เหมือนชุดที่เคยลองมาก่อน”
และเมื่อถามถึง “ความรู้สึกที่ได้ใส่สองชุดนี้ในวันที่พิเศษที่สุดในชีวิต” สายตาและคำพูดของเธอเปลี่ยนจากการตอบในฐานะเจ้าสาว เป็นการบอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของเด็กสาวธรรมดาที่เคยฝันว่าสักวันจะได้สวมใส่ชุดสีขาวที่ทำให้เธอเป็นราวกับเจ้าหญิงคนพิเศษ
“วันสำคัญที่เราได้ร่วมสัญญาใช้ชีวิตร่วมกันกับคนที่เรารักที่สุด ได้ใส่ชุดที่สวยบ่งบอกถึงตัวเรา รู้สึกเหมือนได้เป็นเจ้าหญิงในเทพนิยาย ซึ่งบีครู้สึกว่าผู้หญิงทุกคนก็คงจะสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าหญิง และแล้วในวันนี้บุ๊คก็รู้สึกว่าได้เป็นเจ้าหญิงแบบนั้นจริงๆ” บุ๊คกล่าวทิ้งท้ายกับเรา

เบื้องหลังชุดเจ้าสาวของ 'ญาญ่า-อุรัสยา' จากแบรนด์ไทย Meshmuseum ในงานแต่งที่กรุงเทพฯ

โว้กเจาะลึกแบบเอ็กซ์คลูซีฟงานแต่งงาน ‘พราว-แทน’ กับความสง่างามในวันสำคัญของชีวิต

เปิดโมเมนต์พิธีวิวาห์ ‘ใหม่-ดาวิกา’ และ ‘เต๋อ-ฉันทวิชช์’ เรื่องราวความรักอันมั่นคงกว่า 12 ปี

.webp)








































































