แอร์ หน้าฝน

LIFESTYLE

เปิดแอร์หน้าฝนอย่างไรให้คุ้มค่า พร้อมวิธีประหยัดไฟและลดความอับชื้น

แนวทางการใช้แอร์ช่วงหน้าฝนให้เหมาะสม เพื่อรักษาคุณภาพแอร์ให้เย็นฉ่ำได้นานขึ้น

10 กรกฎาคม 2569

        แม้ช่วงหน้าฝนจะมีอากาศเย็นลงกว่าฤดูร้อน แต่หลายบ้านก็ยังเปิดเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ ไม่ว่าจะเพื่อความสบายระหว่างทำงาน พักผ่อน หรือช่วยให้นอนหลับได้เต็มอิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนมักมองข้ามคือ ‘ความชื้น’ ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ รวมถึงคุณภาพอากาศภายในบ้าน หากใช้งานไม่เหมาะสม อาจทำให้แอร์ทำงานหนัก สิ้นเปลืองพลังงาน เกิดกลิ่นอับ หรือเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและแบคทีเรียได้ง่ายกว่าปกติ ในบทความนี้ โว้กพาสำรวจ 5 เทคนิคการใช้ง่ายๆ ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของแอร์และลดปัญหาความชื้นสะสมได้

 

ล้างแอร์เป็นประจำ

ในช่วงหน้าฝน ความชื้นในอากาศสูงกว่าปกติ ทำให้ภายในเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะบริเวณคอยล์เย็นและถาดรองน้ำทิ้ง มีโอกาสเกิดการสะสมของเชื้อรา แบคทีเรีย รวมถึงคราบสกปรกได้ง่าย หากปล่อยทิ้งไว้นาน นอกจากจะทำให้แอร์มีกลิ่นอับเมื่อเปิดใช้งานแล้ว ยังอาจส่งผลต่อคุณภาพอากาศภายในห้อง และกระตุ้นอาการภูมิแพ้หรือระคายเคืองทางเดินหายใจได้อีกด้วย การล้างแอร์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หรือทุกๆ 4-6 เดือนสำหรับบ้านที่เปิดแอร์เป็นประจำ จะช่วยให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลมเย็นสม่ำเสมอ ลดการใช้พลังงาน และช่วยยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนภายในเครื่องได้ในระยะยาว 

 

ใช้ฟังก์ชัน Self-Cleaning ช่วยลดความชื้นภายในเครื่อง

เครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่หลายรุ่นมาพร้อมฟังก์ชั่น Self-Cleaning หรือระบบทำความสะอาดตัวเอง ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนอาจมองข้าม ทั้งที่มีประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่มีความชื้นสูง ระบบนี้จะทำงานหลังจากปิดแอร์ ด้วยการเป่าลมเพื่อไล่ความชื้นที่ตกค้างอยู่บนคอยล์เย็น ช่วยลดโอกาสการเกิดเชื้อรา แบคทีเรีย และกลิ่นอับภายในตัวเครื่อง แม้ฟังก์ชั่นนี้จะไม่สามารถทดแทนการล้างแอร์โดยช่างผู้เชี่ยวชาญได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรกระหว่างรอบการบำรุงรักษา ทำให้แอร์สะอาดขึ้นในทุกวัน และยังช่วยรักษาประสิทธิภาพการทำความเย็นให้คงที่อีกด้วย หากเครื่องปรับอากาศที่บ้านมีโหมดนี้อยู่แล้ว ก็ควรเปิดใช้งานเป็นประจำเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

Article

ภาพ: Freepik

ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเย็นจัดเสมอไป

หลายคนเข้าใจว่าช่วงหน้าฝนควรลดอุณหภูมิแอร์ให้ต่ำลงเพื่อให้ห้องเย็นเร็ว แต่ความจริงแล้ว อุณหภูมิที่ต่ำเกินไปไม่ได้ช่วยให้แอร์ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น กลับทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก สิ้นเปลืองพลังงาน และอาจทำให้รู้สึกหนาวจนไม่สบายตัว โดยเฉพาะเมื่ออากาศภายนอกเย็นลงอยู่แล้ว การตั้งอุณหภูมิประมาณ 25-27 องศาเซลเซียส ถือว่าเหมาะสมสำหรับการใช้งานในช่วงหน้าฝน เพราะยังคงให้ความเย็นสบาย พร้อมช่วยให้ระบบปรับอากาศควบคุมความชื้นภายในห้องได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดการใช้ไฟฟ้า และทำให้เครื่องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเร่งกำลังเกินความจำเป็น

 

ใช้โหมด Dry Mode เมื่อต้องการลดความอับชื้นในห้อง

ปัญหาที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝนคือห้องมีความชื้นสูง แม้อุณหภูมิจะไม่ได้ร้อนมาก แต่กลับรู้สึกเหนียวตัว อับชื้น หรือมีกลิ่นไม่สดชื่น ในสถานการณ์แบบนี้ การเปิดโหมด Dry Mode จะตอบโจทย์มากกว่าการเร่งความเย็นด้วยโหมดปกติ เพราะระบบจะเน้นการลดความชื้นในอากาศเป็นหลัก พร้อมรักษาอุณหภูมิภายในห้องให้อยู่ในระดับที่สบาย เมื่อความชื้นลดลง จะช่วยให้บรรยากาศภายในห้องรู้สึกโปร่ง โล่ง และสบายตัวขึ้น รวมถึงลดโอกาสการเกิดเชื้อราในผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ภายในบ้านได้อีกด้วย นอกจากนี้ Dry Mode ยังใช้พลังงานน้อยกว่าการเปิดโหมดทำความเย็นต่อเนื่องในบางสถานการณ์ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะกับวันฝนตกหรือวันที่อากาศชื้นเป็นพิเศษ

Article

ภาพ: Freepik

ล้างแผ่นกรองอากาศ (ฟิลเตอร์) สม่ำเสมอ 

แผ่นกรองอากาศเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยดักจับฝุ่นละออง เส้นผม ขนสัตว์ และสิ่งสกปรกต่างๆ ไม่ให้เข้าไปสะสมภายในตัวเครื่อง หากปล่อยให้ฟิลเตอร์อุดตันเป็นเวลานาน จะทำให้ลมที่ออกมาน้อยลง ระบบระบายอากาศทำงานได้ไม่เต็มที่ และส่งผลให้เครื่องใช้ไฟมากขึ้นกว่าปกติ แนะนำให้ถอดแผ่นกรองออกมาทำความสะอาดทุก 2-4 สัปดาห์ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่มีฝุ่นละอองและความชื้นสะสมได้ง่าย หลังล้างควรผึ่งให้แห้งสนิทก่อนนำกลับมาติดตั้ง วิธีดูแลเล็กๆ น้อยๆ นี้ช่วยให้ลมจากเครื่องปรับอากาศสะอาด สดชื่น ลดการสะสมของเชื้อโรค และยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศได้อย่างเห็นผลในระยะยาวอีกด้วย

ภาพปก : Freepik / Max Vakhtbovych from Pexels