ประวัติศาสตร์ Fashion Week

FASHION

Fashion Week เกิดขึ้นได้อย่างไร? เจาะลึกประวัติศาสตร์การจัดระเบียบอุตสาหกรรมแฟชั่น

ตั้งแต่วิกฤตห้องเสื้อโดนก๊อปปี้ดีไซน์ สงครามโลกที่ปิดตายปารีสจนสื่อต้องแก่งแย่งพื้นที่หน้ากระดาษ บรรณาธิการแฟชั่นที่สติแตกเพราะตารางโชว์ชนกันจนแยกร่างไม่ได้ ไปจนถึงงานแฟชั่นที่ประสบความสำเร็จเกินไปจนรถติดอัมพาตทั้งเมือง

31 ตุลาคม 2569

     เสียงชัตเตอร์ของช่างภาพกระทบแสงแฟลชวูบวาบ แถวรถลีมูซีนติดยาวอยู่ริมฟุตบาท พร้อมทัพดาราและเซเลบริตี้ระดับโลกที่เหยียบลงบนพรมแดง บรรยากาศความวุ่นวายอันบ้าคลั่งแต่น่าหลงใหลนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกเดือนกุมภาพันธ์และกันยายน เมื่อคนในอุตสาหกรรมนับหมื่นชีวิต ตั้งแต่ บรรณาธิการ หน้าตึงในแว่นดำ เหล่าผู้จัดซื้อจากห้างร้านชั้นนำระดับโลก ไปจนถึงโฉมหน้าแถวหน้าของวงการ พร้อมใจกันเคลื่อนตัวข้ามมหาสมุทรตามปฏิทินที่ถูกเซตไว้ โดย มหานครนิวยอร์ก เปิดฉากรับสปอตไลต์ ก่อนส่งไม้ต่อให้ ลอนดอน มิลาน และปิดท้ายอย่างยิ่งใหญ่ที่ กรุงปารีส ราวกับหมุนตามเข็มทิศล่องหนเล่มเดียวกัน

     ภาพความเพียบพร้อมและระบบที่ลงตัวในวันนี้ ชวนให้เราคิดไปว่า แฟชั่นวีค คือธรรมเนียมคลาสสิกที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างประณีตเรียบร้อยมาตั้งแต่แรก ราวกับสี่เมืองมหาอำนาจเคยนั่งล้อมโต๊ะตกลงกันว่า “ทุกหกเดือน เราจะแบ่งสปอตไลต์กันคนละสัปดาห์” ทว่าหากลองกวาดคราบน้ำหอมและโปรดักชันระดับเมกะอีเวนต์ออกไป... ฉากหลังที่แท้จริงของมันกลับไม่ได้รื่นรมย์หรือสง่างามขนาดนั้น เพราะสิ่งที่เรารับชมกันด้วยความตื่นตาตื่นใจในวันนี้ แท้จริงแล้วถูกสร้างขึ้นมาจากกองอุปสรรคและความยุ่งเหยิงในอดีตทั้งสิ้น

     ตั้งแต่วิกฤตห้องเสื้อโดนก๊อปปี้ดีไซน์ สงครามโลกที่ปิดตายปารีสจนสื่อต้องแก่งแย่งพื้นที่หน้ากระดาษ บรรณาธิการแฟชั่นที่สติแตกเพราะตารางโชว์ชนกันจนแยกร่างไม่ได้ ไปจนถึงงานแฟชั่นที่ประสบความสำเร็จเกินไปจนรถติดอัมพาตทั้งเมือง ทั้งหมดนี้พิสูจน์ว่า ก่อนที่ แฟชั่นวีค จะกลายเป็นรันเวย์แห่งความฝันและภาพจำสุดเพอร์เฟกต์ในวันนี้ มันถือกำเนิดขึ้นจากการเป็นกลไกที่ถูกสร้างมาเพื่อจัดระเบียบอุตสาหกรรมแฟชั่นเสียก่อน

 

     1. ก่อน Fashion Week จะมีรันเวย์ โลกแฟชั่นเริ่มจาก Salon

     ก่อนจะมีแสงแฟลช แถวที่นั่งแถวหน้า และการแสดงสุดตระการตาที่กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก การนำเสนอคอลเล็กชันเคยเกิดขึ้นในพื้นที่ขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยความเงียบสงบและเป็นส่วนตัว ย้อนกลับไปในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ‘Charles Frederick Worth’ บุคคลสำคัญแห่งวงการแฟชั่นชั้นสูง ได้ริเริ่มเปลี่ยนวิถีปฏิสัมพันธ์ระหว่างช่างเสื้อกับลูกค้า จากเดิมที่เหล่าดีไซเนอร์ต้องเดินทางไปพบลูกค้าเพื่อวัดตัวและตัดเย็บตามสั่ง Charles กลับพลิกบทบาทด้วยการเปิดห้องเสื้อ ณ ถนน Rue de la Paix เพื่อให้ลูกค้าเป็นฝ่ายเดินทางเข้ามาชมว่า ดีไซเนอร์กำลังเสนอวิสัยทัศน์อะไรสำหรับฤดูกาลนั้น

     ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เริ่มขึ้นจากวิธีนำเสนอเสื้อผ้า ในยุคที่แฟชั่นยังถูกจัดแสดงผ่านหุ่นนิ่ง Charles กลับเลิกใช้หุ่นโชว์ แล้วหันมาใช้ นางแบบจริง สวมใส่ชุดและเดินให้ลูกค้าชมภายในห้องเสื้อ การได้เห็นอาภรณ์บนเรือนร่างจริงทำให้ลูกค้ามองเห็นได้ทันทีว่ากระโปรงพริ้วไหวอย่างไรเมื่อเยื้องกราย เนื้อผ้าตกกระทบกับรูปร่างแบบไหน หรือสัดส่วนของชุดเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อไม่ได้แขวนอยู่บนหุ่น นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การนำเสนอเสื้อผ้าเริ่มมีชีวิต แนวทางของ Worth กลายเป็นต้นแบบให้ห้องเสื้อและเมซงอื่นๆ เริ่มหันมาใช้ผู้หญิงจริงในการนำเสนอคอลเล็กชัน ตามไปด้วย และกลายเป็นรากแก้วของวัฒนธรรมการเดินแบบในเวลาต่อมา

     วิวัฒนาการนี้ถูกต่อยอดมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘Salon Show’ ซึ่งจัดขึ้นภายในห้องเสื้อโดย แบรนด์จะเชิญลูกค้าเข้ามานั่งชมคอลเล็กชันในบรรยากาศค่อนข้างเป็นส่วนตัว นางแบบจะทยอยเดินออกมาทีละลุคหรือเป็นกลุ่มเล็กๆ พร้อมหมายเลขกำกับ โดยแต่ละชุดจะถูกอธิบายรายละเอียดอย่างละเอียดยิบ ตั้งแต่ชื่อลุค วัสดุ เทคนิคการตัดเย็บ ไปจนถึงจุดเด่นของดีไซน์ เพื่อให้ผู้ชมพิจารณาและตัดสินใจสั่งซื้อได้อย่างเป็นระบบ ปราศจากแสงแฟลช คนดัง หรือการแสดงระดับมหกรรม สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามีเพียงห้องรับรอง ลูกค้าไม่กี่คน นางแบบ และเสื้อผ้าในระยะใกล้ โดยมีเป้าหมายตรงไปตรงมาที่สุดคือการขายคอลเล็กชัน

     ทว่าภายใต้รูปแบบที่ดูเรียบง่ายนั้น แนวคิดสำคัญของสัปดาห์แฟชั่นกลับเริ่มปรากฏขึ้นแล้ว ทั้งการแบ่งคอลเล็กชันออกเป็น ฤดูกาล การกำหนดช่วงเวลานำเสนอ และการดึงดูดคนในวงการให้มารวมตัวกันในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อแฟชั่นเติบโตจนเกินกว่าจะเป็นเรื่องของช่างตัดเสื้อชั้นสูงกับลูกค้าสองฝั่ง การมีวิธีนำเสนอเสื้อผ้าที่ดีเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป วงการกำลังต้องการสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ ‘กติกา’

 

     2. เมื่อโลกแฟชั่นใหญ่เกินกว่าจะไร้กติกา

     ณ กรุงปารีส ปี 1868 เมืองหลวงแห่งแฟชั่นกำลังเผชิญวิกฤตที่มาพร้อมความสำเร็จ เมื่อชื่อเสียงของห้องเสื้อและดีไซน์จากปารีสมีมูลค่าสูงขึ้น ปัญหาการลอกเลียนแบบและการแข่งขันที่ดุเดือดก็เริ่มบานปลาย เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า ใครกันคือผู้มีสิทธิ์กำหนดมาตรฐาน และใครควรได้รับสิทธิ์นับเป็นส่วนหนึ่งของ ‘แฟชั่นชั้นสูง’ อย่างแท้จริง

     ในปีเดียวกัน Charles ร่วมมือกับกลุ่มผู้ประกอบการก่อตั้ง Chambre Syndicale de la Couture, des Confectionneurs et des Tailleurs pour Dame สมาคมวิชาชีพที่เข้ามาจัดระเบียบ ปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก และสร้างมาตรฐานกลางให้กับอุตสาหกรรม ก่อนจะค่อยๆ พัฒนากฎเกณฑ์จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบโอต์กูตูร์ และองค์กรที่ดูแลปฏิทิน Paris Fashion Week ในปัจจุบัน โดยคุณค่าที่แท้จริงขององค์กรนี้คือการพลิกโฉมวงการจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไปสู่อุตสาหกรรมที่มีองค์กรกลาง สมาชิก มาตรฐาน และปฏิทินการนำเสนอร่วมกัน พูดอีกอย่างคือ ก่อนโลกจะรู้จักคำว่า สัปดาห์แฟชั่น ปารีสได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดรอไว้เรียบร้อยแล้ว

     เมื่อระบบแข็งแกร่ง ปารีสก็ยิ่งตอกย้ำฐานะศูนย์กลางแฟชั่นโลกอย่างยากจะสั่นคลอน ตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้นบรรณาธิการแฟชั่นและผู้จัดซื้อจากทั่วโลกต่างต้องเดินทางมาปารีสเพื่อดูว่าโลกควรแต่งตัวอย่างไรต่อไป ดูเหมือนว่าเกมทั้งหมดจะยังอยู่ในมือของปารีส จนกระทั่งปี 1940 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองก้าวเข้ามาเปลี่ยนกติกาที่วงการแฟชั่นสร้างไว้ทั้งหมดในชั่วข้ามคืน

 

     3. เมื่อสงครามปิด ปารีส แต่เปิดโอกาสให้ มหานครนิวยอร์ก

     ปี 1940การยึดครองฝรั่งเศสของกองทัพนาซีทำให้โลกแฟชั่นปารีสถูกตัดขาดจากตลาดอเมริกันอย่าง ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเส้นทางเดินทางของเหล่าบรรณาธิการแฟชั่นและผู้จัดซื้อชาวอเมริกันที่เคยข้าม
มหาสมุทรมาอัปเดตทิศเทรนด์แฟชั่นต้องหยุดชะงักลง แม้ นิวยอร์ก จะมีดีไซเนอร์และแฟชั่นโชว์ของตัวเองมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 แล้ว  แต่สายตาของสื่อและตลาดก็ยังผูกติดอยู่กับปารีส อย่างไรก็ตาม ‘Eleanor Lambert’ นักประชาสัมพันธ์ผู้ทรงอิทธิพล กลับมองเห็นโอกาสทองในวิกฤตนี้ หากสื่อไปปารีสไม่ได้ เหตุใดจึงไม่ทำให้พวกเขาหันกลับมามองแฟชั่นในบ้านตัวเอง?

     ในปี 1943 ‘Eleanor Lambert’ ได้ปฏิวัติวงการด้วยการจัดงาน ‘Press Week’ ขึ้นที่ มหานครนิวยอร์ก โดยใช้ The Plaza Hotel เป็นศูนย์กลาง เธอรวบรวมดีไซเนอร์อเมริกันชั้นนำอย่าง ‘Claire McCardell’, ‘Hattie Carnegie’, ‘Norman Norell’ และ ‘Nettie Rosenstein’ มาเปิดโชว์ในช่วงเวลาเดียวกัน พร้อมเชิญนักข่าวแฟชั่นจากทั่วประเทศมาร่วมงาน เพื่อพิสูจน์ว่า American Fashion มีคุณค่าและความคิดสร้างสรรค์ในตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงเงาสะท้อนจากฝั่งยุโรป

     ชื่อ ‘Press Week สะท้อนกลยุทธ์ที่เฉียบคม เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่ผู้จัดซื้อ แต่คือสื่อ Eleanor เข้าใจดีว่าหากต้องการยกระดับสถานะของแฟชั่นอเมริกัน สิ่งที่ต้องช่วงชิงมาให้ได้ก่อนคือพื้นที่หน้ากระดาษและสายตาของบรรณาธิการ และแผนนี้ก็สัมฤทธิผลอย่างงดงาม ผลงานของดีไซเนอร์อเมริกันเริ่มปรากฏบนนิตยสารระดับโลกอย่าง Vogue และ Harper’s Bazaar มากขึ้น ส่งให้ชื่อของ มหานครนิวยอร์ก ถูกหมุดลงบนแผนที่แฟชั่นโลกอย่างสมภาคภูมิ

     Press Week พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อดึงดีไซเนอร์และสื่อมารวมอยู่ในเมืองเดียวกันตามเวลาที่กำหนด ความสนใจที่เคยกระจัดกระจายก็ถูกจัดทิศทางได้ทันที แต่เมื่อทุกแบรนด์เริ่มตระหนักว่า การปักหมวดเวลาเดียวกัน หมายถึงการยึดสายตาคู่เดียวกัน สงครามแย่งชิงสปอตไลต์จึงเปิดฉากขึ้น เมื่อทุกคนต่างต้องการบรรณาธิการแฟชั่นและผู้จัดซื้อกลุ่มเดียวกัน คำถามใหญ่คือจะทำอย่างไรไม่ให้โชว์ชนกัน? และคำตอบของปัญหานี้ กำลังจะมาในรูปของสิ่งธรรมดาที่สุดชิ้นหนึ่ง ‘ปฏิทิน’

 

     4. สมุดสีชมพู เต็นท์สีขาว และจังหวะก้าวของ นิวยอร์ก

     บางครั้งระบบที่ปฏิวัติทั้งอุตสาหกรรมก็ไม่ได้เริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ยิ่งใหญ่ แต่อาจเกิดจากประโยคบ่นเรื่องตารางงาน ‘Ruth Finley’ อดีตผู้ช่วยฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ ‘Eleanor Lambert’ ได้ยินบรรณาธิการแฟชั่นสองคนถกเถียงกันด้วยความหงุดหงิด เพราะในคืนเดียวกันมีทั้งงานของ Saks Fifth Avenue และ Bergdorf Goodman รออยู่ ปัญหาง่ายๆ คือต่อให้หลงใหลแฟชั่นแค่ไหน มนุษย์ก็ไม่อาจปรากฏตัวในสองสถานที่พร้อมกัน Ruth มองเห็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ทันที หากแบรนด์ต่างคนต่างเลือกเวลาโดยไม่รู้ตารางของกันและกัน สุดท้ายคนที่ทุกคนอยากได้ตัวที่สุด ก็ต้องเลือกว่าจะทิ้งใครไว้ข้างหลัง

     ทางออกของเธอจึงถือกำเนิดขึ้นในรูปของสมุดเล่มเล็กสีชมพูนาม ‘Fashion Calendar’ แม้ภายในจะไม่มีอะไรหวือหวา นอกจากข้อมูลว่าใครจัดงาน วันไหน และเวลาใด แต่ความเรียบง่ายนี้กลับทรงอิทธิพลอย่างมหาศาล ทันทีที่ทุกคนใช้ปฏิทินเล่มเดียวกัน การแสดงผลงานต่างๆ ก็ถูกจัดเรียงไม่ให้ทับซ้อน บรรณาธิการและผู้จัดซื้อจึงเดินสายจากงานหนึ่ง สู่อีกงานหนึ่งได้ตามลำดับ สมุดเล่มนี้ทำให้สัปดาห์แฟชั่นเกิดหัวใจสำคัญที่ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน นั่นคือการทำให้ทุกคนยอมเดินตามจังหวะเดียวกัน เพราะการได้ช่วงเวลาที่ดี หมายถึงจำนวนสายตาที่จะได้เห็นผลงานของคุณจริงๆ

     เมื่อตารางเวลาถูกจัดระเบียบ ปัญหาถัดมาของ นิวยอร์ก คือ ระยะทาง ในยุค 1990 สื่อและผู้จัดซื้อยังคงต้องวิ่งวุ่นจากมุมหนึ่งของเมืองไปอีกมุมหนึ่งเพื่อไล่เก็บการแสดง จนกระทั่งปี 1993 ‘Stan Herman’ และ ‘Fern Mallis’ แห่ง Council of Fashion Designers of America หรือ ‘CFDA’ ได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการรวบรวมการแสดงส่วนใหญ่มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน ณ Bryant Park ภายใต้ชื่อ ‘7th on Sixth’ เต็นท์สีขาวหลังใหญ่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งยุครุ่งเรือง

     ของดีไซเนอร์อเมริกันอย่าง ‘Calvin Klein’ ‘Donna Karan’, ‘Ralph Lauren’ และ ‘Anna Sui’ พร้อมเปิดประตูให้ผู้สนับสนุนรายใหญ่เข้ามามีบทบาทในสัปดาห์แฟชั่นอย่างเต็มตัว

     ทว่าโมเดลการรวบรวมดีไซเนอร์ สื่อ และผู้จัดซื้อมาไว้ในช่วงเวลาเดียวกันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ใน อเมริกาเท่านั้น เพราะอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก อิตาลีก็กำลังซุ่มสร้างเรื่องราว แฟชั่นของตัวเองขึ้นมาเช่นกัน

 

     5. ระบบเดียวกันเริ่มแพร่ไปทั่วโลก

     เมื่อนิวยอร์กพิสูจน์แล้วว่าการรวมตัวกันในตารางเวลาเดียวสามารถเปลี่ยนวงการได้ มหาอำนาจแฟชั่นฝั่งยุโรปก็เริ่มพัฒนาระบบของตัวเองขึ้นมา แต่ละเมืองกลับเติบโตด้วยดีเอ็นเอและเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

     อิตาลีไม่ได้เริ่มที่มิลาน แต่จุดไฟจากรอบการแสดงใน Sala Bianca แห่ง Palazzo Pitti ณ เมืองฟลอเรนซ์ ในปี 1951 โดย 'Giovanni Battista Giorgini' สามารถดึงผู้จัดซื้อชาวอเมริกันและสื่อทั่วโลกข้ามมหาสมุทรมาได้สำเร็จ ทว่างานกลับประสบความสำเร็จเกินไปจนเกิดปัญหาคนล้นเมือง ทั้งการจราจรและโรงแรมไม่พอรองรับ ในที่สุดศูนย์กลางแฟชั่นจึงต้องย้ายขยับสู่มิลานในปี 1958 เมืองอุตสาหกรรมที่มีทั้งโรงงานผลิต โครงสร้างทางธุรกิจ และพื้นที่รองรับมวลชนได้มากกว่า พร้อมผลักดันดีไซเนอร์อย่าง 'Giorgio Armani' และ 'Gianni Versace' ขึ้นสู่เวทีโลกในเวลาต่อมา

     ฝั่งพี่ใหญ่อย่างปารีสแม้จะครองตำแหน่งศูนย์กลางวัฒนธรรมแฟชั่นมานานแต่ระบบสัปดาห์แฟชั่นปารีสอย่างเป็นทางการกลับถือกำเนิดขึ้นในปี 1973 ผ่านค่ำคืนประวัติศาสตร์อย่าง Battle of Versailles งานการกุศลระดมทุนบูรณะพระราชวังที่ถูกวาง ให้เป็นเวทีประชันเชิงสัญลักษณ์ ระหว่าง 5 ดีไซเนอร์ฝรั่งเศสระดับคลาสสิก นำโดย 'Yves Saint Laurent' และ 'Hubert de Givenchy' กับ 5 ดีไซเนอร์อเมริกันรุ่นใหม่ นำโดย 'Halston' และ 'Oscar de la Renta' แม้ฝรั่งเศสจะมีประวัติศาสตร์ และความสง่างามของแฟชั่นชั้นสูงแต่ความสดใหม่และพลังของฝั่งอเมริกาในคืนนั้นก็คว้าชัยชนะและประกาศศักดาว่าโลกแฟชั่นยุคใหม่ไม่ได้กระจุกอำนาจอยู่แค่ในปารีสอีกต่อไป

     ขณะที่เมืองสุดท้ายของสี่เมืองมหาอำนาจแฟชั่นอย่างลอนดอน ถือกำเนิดขึ้นในปี 1983 ภายใต้ British Fashion Councilด้วยภาพจำยุคแรกที่เริ่มจากพื้นที่เรียบง่ายอย่างลานจอดรถและเต็นท์บริเวณ Commonwealth Institute ก่อนจะพิสูจน์ตัวเองจนกลายมาเป็นแหล่งพลังสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์ รุ่นใหม่สายขบถ ตั้งแต่ 'John Galliano', 'Alexander McQueen' ไปจนถึง 'Stella McCartney' พร้อมโครงการ NEWGEN ที่คอยสนับสนุนวัตถุดิบทางปัญญาชิ้นใหม่ให้วงการอย่างไม่ขาดสาย

 

     6. แล้วอนาคตของ Fashion Week จะเดินไปทางไหน?

     ปารีสยังคงทำหน้าที่เสมือนจุดหมายปลายทางสุดท้ายของเดือนแห่งแฟชั่นที่แบรนด์ระดับโลกจำนวนมากเลือกมารวมตัวกัน ทั้ง Dior, Chanel, Saint Laurent, Balenciaga, Loewe, Celine, Miu Miu และ Louis Vuitton ขณะที่ลอนดอน แม้ยังเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์จาก Burberry, McQueen, 'Simone Rocha', 'Erdem' และดีไซเนอร์รุ่นใหม่จำนวนมาก ทว่าก็ต้องหาเกมใหม่เพื่อรักษาพลังของตัวเองเอาไว้ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าเมืองไหนมีรอบการแสดงที่ใหญ่กว่า แต่คือเมืองไหนยังสามารถ หาเหตุผล ให้ผู้จัดซื้อ สื่อ ดีไซเนอร์ และคนในอุตสาหกรรมเดินทางมารวมตัวกันได้มากพอ

     คำถามเดียวกันนี้น่าสนใจเมื่อหันกลับมามอง Bangkok International Fashion Week (BIFW) เช่นกัน เพราะหากกรุงเทพฯ ต้องการขยับจากงานแฟชั่นประจำปีไปสู่สัปดาห์แฟชั่นที่มีน้ำหนักในระดับภูมิภาค สิ่งที่ต้องสร้างอาจไม่ใช่เพียงการแสดงที่อลังการขึ้น แต่คือทั้ง ‘ระบบนิเวศ’ ที่แข็งแรง ตั้งแต่ปฏิทินที่ต่อเนื่อง ความหลากหลายของดีไซเนอร์ การเปิดพื้นที่สำคัญทั่วเมืองให้แบรนด์นำไป สร้างเรื่องราวนอกศูนย์การค้า การหล่อเลี้ยงชุมชนแฟชั่น การสื่อสารงานให้ไปไกลกว่ากลุ่มคนแฟชั่น ไปจนถึงกิจกรรมรอบสัปดาห์อย่างห้องจัดแสดงผลงาน นิทรรศการ งานเลี้ยงสังสรรค์ หรือกิจกรรมร่วมรับชมการแสดง เพราะตราบใดที่สัปดาห์แฟชั่นยังมีเพียงเวทีเดินแบบไม่กี่วัน โดยไม่มีเมืองและวัฒนธรรมแฟชั่นคอยโอบอุ้มอยู่รอบๆ เส้นทางของ Bangkok Fashion Week ก็คงยังต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าจะไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้