เวลาเลือกชุดราตรีไปงาน หลายคนอาจเริ่มจากการหาสีให้ตรงกับเดรสโค้ด แล้วค่อยเลือกดีไซน์ที่ถูกใจ แต่ทรงของชุดก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่กำหนดว่า เมื่อสวมแล้วจะได้ลุคอย่างที่คิดไว้หรือไม่ ทั้งการเน้นช่วงเอว ความพองของกระโปรง ไปจนถึงจังหวะที่ชายผ้าทิ้งตัวขณะเดิน ล้วนทำให้ชุดแต่ละทรงมีเสน่ห์ต่างกัน ก่อนเลือกชุดสำหรับงานครั้งต่อไป โว้กชวนทำความรู้จักทรงชุดราตรียอดนิยม พร้อมรายละเอียดที่ควรพิจารณา เพื่อให้ชุดที่เลือกสวยถูกใจและสวมใส่ได้อย่างมั่นใจตลอดค่ำคืน

Elie Saab Spring 2026 Couture
1. ทรงเอ (A-Line)
ชุดราตรีทรงเอมีช่วงบนพอดีตัว ก่อนที่กระโปรงจะค่อยๆ บานจากเอวลงมาเป็นรูปตัว A ช่วยเน้นเอวให้ชัดโดยไม่แนบสะโพกและต้นขามากนัก จึงเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่อยากได้ชุดดูสง่างามและยังเดินหรือนั่งได้สะดวก ความน่าสนใจคือเนื้อผ้าสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของชุดได้ อาทิ ผ้าชีฟองจะให้ความพลิ้วเบา ส่วนผ้าที่มีโครงจะช่วยให้กระโปรงบานเป็นทรงชัดขึ้น
Editor’s Tips: ตอนลองควรเช็กช่วงเอวว่าไม่รัดเกินไปเวลานั่ง และลองเดินพร้อมรองเท้าที่จะใส่จริง เพื่อให้แน่ใจว่าชายกระโปรงไม่ยาวจนสะดุด

Vogue World Spring 2027
2. ทรงตรง (Sheath)
สำหรับคนที่ชอบชุดราตรีเส้นสายเรียบๆ ทรงตรงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยการตัดเย็บให้พอดีตามแนวลำตัวและสะโพก ก่อนปล่อยกระโปรงลงมาโดยไม่บานออกมาก เสน่ห์ของทรงนี้อยู่ที่ความพอดีและการทิ้งตัวของผ้า จะเลือกแบบเรียบแล้วเสริมด้วยเครื่องประดับชิ้นเด่น หรือใช้เนื้อผ้าปักเลื่อมเพิ่มประกายสำหรับงานกลางคืนก็ได้
Editor’s Tips: ตอนลองควรสังเกตว่าผ้ารั้งเป็นแนวขวางบริเวณสะโพกหรือไม่ พร้อมลองนั่งและก้าวเดิน เพราะกระโปรงที่ค่อนข้างแคบอาจต้องมีแนวผ่าช่วยให้เคลื่อนไหวสะดวกขึ้น

Elie Saab Spring 2025 Couture
3. ทรงหางปลา (Mermaid)
จุดเด่นของชุดราตรีทรงหางปลาคือการเข้ารูปตั้งแต่ช่วงอก เอว และสะโพกลงไปจนถึงบริเวณเข่าหรือต่ำกว่า ก่อนที่ชายกระโปรงจะบานออกคล้ายหางปลา จึงขับส่วนโค้งของรูปร่างได้ชัดและให้ลุคโดดเด่น เหมาะกับคนที่ชอบชุดเน้นสัดส่วน โดยชายกระโปรงอาจบานเพียงเล็กน้อยหรือแผ่กว้างเพื่อเพิ่มความอลังการก็ได้
Editor’s Tips: สิ่งที่ควรใส่ใจตอนลองคือช่วงสะโพกและต้นขาต้องไม่รัดจนก้าวขาลำบาก ควรลองเดิน นั่ง และขึ้นบันได โดยเฉพาะหากต้องเต้นรำหรือเคลื่อนไหวตลอดงาน เพราะตำแหน่งที่กระโปรงเริ่มบานมีผลต่อความคล่องตัวด้วย

Prabal Gurung Spring 2026
4. ทรงทรัมเป็ต (Trumpet)
หากชอบชุดที่เน้นส่วนเว้าส่วนโค้งแต่ไม่อยากให้กระโปรงรัดยาวลงไปถึงเข่า ชุดราตรีทรงทรัมเป็ตเป็นอีกตัวเลือกที่น่าลอง โดยช่วงบนเข้ารูปผ่านเอวและสะโพก ก่อนค่อยๆ บานออกบริเวณกลางต้นขา คล้ายปากแตร ต่างจากทรงหางปลาที่มักเริ่มบานแถวเข่าหรือต่ำกว่า จึงมีพื้นที่ให้ก้าวขามากขึ้น ทั้งนี้ ความคล่องตัวยังขึ้นอยู่กับเนื้อผ้าและความพอดีของชุดด้วย
Editor’s Tips: ความคล่องตัวยังขึ้นอยู่กับเนื้อผ้าและความพอดีของชุดด้วย ฉะนั้นตอนที่ลองควรสังเกตว่าช่วงที่กระโปรงเริ่มบานต่อเนื่องไปกับรูปร่างอย่างสวยงาม และไม่มีผ้ารั้งบริเวณสะโพกเมื่อนั่ง

Giambattista Valli Fall 2025 Couture
5. ทรงบอลกาวน์ (Ball Gown)
จุดเด่นของชุดราตรีทรงบอลกาวน์คือช่วงบนที่เข้ารูปและกระโปรงบานพองจากเอวชัดเจน เน้นความพองเต็มกระโปรง ช่วยเน้นช่วงเอวให้ดูโดดเด่นท่ามกลางวอลลุ่มของกระโปรง ให้ลุคหรูหราเหมาะกับงานกาลาหรืองานเลี้ยงที่เป็นทางการเป็นพิเศษ
Editor’s Tips: ตอนลองชุด ควรสวมรองเท้าที่จะใส่ไปงาน แล้วลองเดิน หมุนตัว และนั่ง เพื่อเช็กว่าชายกระโปรงไม่ยาวจนเหยียบ เอวไม่รัดเมื่อนั่ง และน้ำหนักชุดไม่หนักเกินไปจนทำให้รู้สึกเหนื่อยเมื่อต้องสวมเป็นเวลานาน

Richard Quinn Fall 2025
6. ทรงเอมไพร์ (Empire Waist)
ตำแหน่งเอวที่ยกสูงขึ้นไปอยู่ใต้หน้าอกคือเอกลักษณ์ของชุดราตรีทรงเอมไพร์ จากนั้นกระโปรงจะปล่อยยาวลงมาโดยไม่เน้นเอวตามธรรมชาติ ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน โดยเฉพาะเมื่อใช้ผ้าชีฟองหรือผ้าเนื้อเบาที่เคลื่อนไหวพลิ้วตามจังหวะเดิน
Editor’s Tips: ตอนลองชุดให้เช็กด้วยว่าแนวต่อใต้หน้าอกอยู่พอดี ไม่พาดทับหรือเลื่อนขึ้นเมื่อยกแขน พร้อมดูด้านข้างว่าผ้าทิ้งตัวอย่างที่ชอบ และลองนั่งเพื่อให้แน่ใจว่าช่วงใต้อกไม่รัดแน่นเกินไป





