Vogue Thailand

FASHION

รวม 7 เนื้อผ้าใส่แล้วเย็นสบาย ถ่ายเทอากาศดี ไม่หนักผิว เหมาะกับคนเหงื่อออกง่าย

ลดเหงื่อร่างกายง่ายๆ ด้วย 7 เนื้อผ้าใส่แล้วเย็นสบาย

03 สิงหาคม 2569

ถ้าจะให้ผู้เขียนเลือกปัจจัยสำคัญที่สุดในการซื้อเสื้อผ้าสักหนึ่งข้อ เชื่อว่าหลายคนอาจคิดว่าผู้เขียนจะตอบว่าดีไซน์ สี หรือความพอดีของทรง แต่ในฐานะคนที่ต้องใช้ชีวิตในสภาพอากาศของประเทศไทยที่นับวันก็ดูจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่จะทำให้ผู้เขียนตัดสินใจได้แทบจะทันทีว่าจะซื้อเสื้อตัวไหนมาใส่ก็คือ "เนื้อผ้า" เพราะต่อให้เสื้อผ้าสวยแค่ไหนแต่ถ้าใส่ออกจากบ้านได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแล้วรู้สึกร้อนหรือเหงื่อออกง่าย เสื้อเหล่านั้นก็ถูกพับเก็บใส่ตู้และไม่ถูกหยิบออกมาอีกใส่เลย (ถ้าไม่ใช่ฤดูหนาว)

ดังนั้น เสื้อผ้าที่ช่วยให้รู้สึกเย็น ระบายอากาศได้ดี และไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดแม้ต้องอยู่กลางแดดหรือเดินทั้งวันจึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ผู้เขียนเลือกก่อนเสมอ ซึ่งบทความนี้ผู้เขียนจะพาผู้อ่านไปดูกันว่า “หากกำลังเลือกซื้อเสื้อผ้าสำหรับอากาศร้อน ควรมองหาเนื้อผ้าชนิดไหนบ้าง?”

 

ผ้าที่ใส่แล้วเย็นสบาย ควรมีคุณสมบัติอย่างไร?

หลายคนเข้าใจว่าผ้าบางคือผ้าที่เย็นที่สุด แต่ในความเป็นจริง ความหนาความบางไม่ใช่ปัจจัยเดียว เพราะผ้าเนื้อบางบางชนิดกลับระบายอากาศได้ไม่ดี ทำให้เหงื่อสะสมและรู้สึกร้อนกว่าเดิม ดังนั้นเนื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายควรมีคุณสมบัติหลายอย่างประกอบกัน ได้แก่ 

  • ระบายอากาศได้ดี: ให้ลมสามารถผ่านเส้นใยผ้าได้
  • ดูดซับและระบายความชื้นได้ดี: ช่วยดึงเหงื่อออกจากผิว ไม่ทำให้เสื้อเปียกชื้นนาน
  • สัมผัสนุ่ม ไม่อับผิว: ลดความรู้สึกเหนียวตัวในวันที่อากาศร้อน
  • น้ำหนักเบา: ช่วยให้สวมใส่สบายตลอดวัน
  • แห้งค่อนข้างเร็ว: ลดการสะสมของกลิ่นอับและแบคทีเรีย

ด้วยเหตุนี้เอง ผ้าที่เหมาะกับอากาศร้อนจึงมักเป็นผ้าเส้นใยธรรมชาติ หรือผ้าเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยจัดการความชื้นโดยเฉพาะ

7 เนื้อผ้าที่ใส่แล้วเย็นสบาย

  1. ผ้าลินิน (Linen)

หากพูดถึงผ้าที่เหมาะกับหน้าร้อน ชื่อแรกที่ผู้เขียนนึกถึงคงหนีไม่พ้น "ลินิน" เพราะเป็นเนื้อผ้าที่ได้รับการยกย่องมานานว่าเป็นเนื้อผ้าประจำฤดูร้อน

ลินินผลิตจากเส้นใยของต้นแฟลกซ์ จึงมีโครงสร้างที่ช่วยให้อากาศไหลผ่านได้ดีเป็นพิเศษ แม้จะยืนกลางแดดหรือเดินทางในวันที่อากาศร้อน ก็ยังรู้สึกโปร่งและสบายตัวกว่าผ้าหลายชนิด

อีกเสน่ห์หนึ่งของลินินคือรอยยับตามธรรมชาติ ซึ่งกลับทำให้เสื้อผ้าดูมีคาแรกเตอร์และให้ลุคสบายๆ แบบที่หลายๆ คนชื่นชอบ

ข้อดี

  • ระบายอากาศยอดเยี่ยม
  • ดูดซับเหงื่อได้ดี
  • แห้งค่อนข้างเร็ว
  • ยิ่งซักยิ่งนุ่ม

ข้อเสีย

  • ยับง่าย
  • ราคาสูงกว่าผ้าทั่วไป
  • ต้องดูแลการรีดพอสมควร
  1. ผ้าฝ้าย (Cotton)

อีกหนึ่งตัวเลือกคลาสสิกของเนื้อผ้าที่ใส่สบายที่หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยก็คือ “ผ้าฝ้าย” เพราะใส่ง่าย ราคาเข้าถึงได้ และเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเส้นใยฝ้ายสามารถดูดซับความชื้นได้ดี ทำให้ใส่แล้วรู้สึกสบายผิว 

อย่างไรก็ตาม หากเหงื่อออกมาก ผ้าฝ้ายอาจเก็บความชื้นไว้ได้นานกว่าผ้าบางชนิด จึงอาจรู้สึกหนักตัวเมื่อเปียกเหงื่อ 

ข้อดี

  • นุ่มสบายผิว
  • ระบายอากาศดี
  • หาซื้อง่าย
  • ราคาไม่แพง 

ข้อเสีย

  • แห้งช้าหากเปียกเหงื่อ
  • อาจหดตัวหลังซัก
  • ยับได้ง่ายกว่าผ้าใยสังเคราะห์
  1. ผ้าเรยอน (Rayon)

แม้จะเป็นเส้นใยกึ่งสังเคราะห์ แต่ผ้าเรยอนก็ถือเป็นหนึ่งในเนื้อผ้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเสื้อผ้าฤดูร้อน เพราะให้สัมผัสนุ่ม ลื่น และเย็นเมื่อสัมผัสผิว ซึ่งผู้เขียนรู้สึกว่าผ้าเรยอนให้ความรู้สึกพลิ้วและเบาเป็นพิเศษ จึงเหมาะกับเดรส กระโปรง หรือเสื้อโอเวอร์ไซซ์ที่ต้องการความทิ้งตัวสวยแต่ก็ยังคงเย็นสบายเวลาใส่อยู่ 

ข้อดี

  • สัมผัสเย็นและนุ่ม
  • พลิ้วสวย
  • ระบายอากาศได้ดี
  • ใส่แล้วไม่รู้สึกหนัก

ข้อเสีย

  • ยับง่าย
  • เปียกน้ำแล้วเส้นใยอาจอ่อนตัว
  • ต้องซักอย่างระมัดระวัง
  1. ผ้าไลโอเซลล์ (Lyocell)

หากใครกำลังมองหาผ้าที่ทั้งนุ่ม เย็น และดูหรู ผู้เขียนอยากให้ลองผ้าไลโอเซลล์ เส้นใยชนิดนี้ผลิตจากเยื่อไม้ผ่านกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีชื่อเสียงเรื่องการจัดการความชื้นได้ดีมาก แต่ความน่าสนใจคือสัมผัสของไลโอเซลล์จะลื่นคล้ายไหม แต่ระบายอากาศได้ดีกว่า จึงเหมาะกับทั้งเสื้อเชิ้ต กางเกง และชุดทำงาน

ข้อดี

  • เย็นสบายผิว
  • ดูดซับเหงื่อดี
  • นุ่มมาก
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ข้อเสีย

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • ต้องดูแลตามคำแนะนำของผู้ผลิต
  1. ผ้าแชมเบรย์ (Chambray)

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าแชมเบรย์คือเดนิม แต่จริงๆ แล้วเป็นผ้าที่ทอคนละแบบ เพราะแม้หน้าตาจะคล้ายยีนส์ แต่แชมเบรย์มีน้ำหนักเบากว่ามาก จึงยังคงให้ลุคเท่แบบเดนิมโดยไม่รู้สึกร้อน ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากแมตช์ลุคที่มีสไตล์ แต่ยังคงใส่สบายในอากาศร้อน

ข้อดี

  • น้ำหนักเบา
  • ระบายอากาศดีกว่าเดนิม
  • ดูแลง่าย
  • แมตช์เสื้อผ้าได้หลากหลาย

ข้อเสีย

  • ไม่เย็นเท่าลินิน
  • ยับได้บ้าง
  • สีอาจซีดเมื่อซักบ่อย
  1. ผ้าใยไผ่ (Bamboo Fabric)

อีกหนึ่งเนื้อผ้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลังคือผ้าใยไผ่ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มและการระบายอากาศได้ดี หลายคนชื่นชอบเพราะสัมผัสคล้ายผ้าไหม แต่ดูแลง่ายกว่าหลายเท่า อีกทั้งยังสามารถดูดซับเหงื่อได้ดีและลดการเกิดกลิ่นอับได้ในระดับหนึ่ง จึงมักถูกนำมาใช้กับเสื้อยืด ชุดนอน และชุดชั้นใน

ข้อดี

  • นุ่มมาก
  • ระบายอากาศดี
  • ดูดซับความชื้นได้ดี
  • สวมใส่สบายตลอดวัน

ข้อเสีย

  • ราคาสูงกว่าผ้าฝ้ายทั่วไป
  • เป็นขุยง่าย
  • ขาดง่ายหากซักไม่ถูกวิธี
  1. ผ้าเสื้อกีฬา (Performance Fabric)

นอกจากผ้าเส้นใยธรรมชาติแล้ว ปัจจุบันยังมีผ้าสังเคราะห์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการเหงื่อโดยเฉพาะอย่างเสื้อผ้าแนวสปอร์ตจำนวนมากใช้เส้นใยที่ช่วยดึงความชื้นออกจากผิวและระเหยได้อย่างรวดเร็ว จึงเหมาะกับคนที่ต้องเดินทางเยอะ เล่นกีฬา หรืออยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน แม้จะไม่ได้ให้สัมผัสแบบธรรมชาติเท่าลินินหรือฝ้าย แต่ในแง่การจัดการเหงื่อถือว่าทำได้ดีมาก

ข้อดี

  • แห้งเร็ว
  • ไม่อมเหงื่อ
  • เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง
  • ดูแลง่าย

ข้อเสีย

  • บางชนิดระบายอากาศสู้ผ้าเส้นใยธรรมชาติไม่ได้
  • หากคุณภาพต่ำอาจเกิดกลิ่นอับง่าย
  • ให้สัมผัสที่ต่างจากผ้าธรรมชาติ

ผู้เขียนมองว่าเนื้อผ้าที่มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดีเหมาะกับหน้าร้อนแบบเนื้อผ้าทั้ง 7 ชนิดที่ยกมาแนะนำทำให้การเลือกเสื้อผ้าสำหรับอากาศร้อนไม่ได้ขึ้นอยู่กับดีไซน์เพียงอย่างเดียว แต่เนื้อผ้าก็สำคัญไม่น้อย เพราะมันส่งผลต่อความสบายตลอดทั้งวันอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ผู้เขียนก็ยังเชื่อว่าไม่มีผ้าชนิดไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแต่ละแบบมีจุดเด่นและสไตล์ต่างกันไป ดังนั้นก็ขึ้นอยู่ว่าผู้อ่านแล้วว่าชอบเนื้อสัมผัสแบบไหน จะใส่ในโอกาสใด หรือแม้กระทั่งใส่แบบไหนแล้วรู้สึกมั่นใจที่สุดนั่นเอง