ถ้าจะให้ผู้เขียนเลือกปัจจัยสำคัญที่สุดในการซื้อเสื้อผ้าสักหนึ่งข้อ เชื่อว่าหลายคนอาจคิดว่าผู้เขียนจะตอบว่าดีไซน์ สี หรือความพอดีของทรง แต่ในฐานะคนที่ต้องใช้ชีวิตในสภาพอากาศของประเทศไทยที่นับวันก็ดูจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่จะทำให้ผู้เขียนตัดสินใจได้แทบจะทันทีว่าจะซื้อเสื้อตัวไหนมาใส่ก็คือ "เนื้อผ้า" เพราะต่อให้เสื้อผ้าสวยแค่ไหนแต่ถ้าใส่ออกจากบ้านได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแล้วรู้สึกร้อนหรือเหงื่อออกง่าย เสื้อเหล่านั้นก็ถูกพับเก็บใส่ตู้และไม่ถูกหยิบออกมาอีกใส่เลย (ถ้าไม่ใช่ฤดูหนาว)
ดังนั้น เสื้อผ้าที่ช่วยให้รู้สึกเย็น ระบายอากาศได้ดี และไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดแม้ต้องอยู่กลางแดดหรือเดินทั้งวันจึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ผู้เขียนเลือกก่อนเสมอ ซึ่งบทความนี้ผู้เขียนจะพาผู้อ่านไปดูกันว่า “หากกำลังเลือกซื้อเสื้อผ้าสำหรับอากาศร้อน ควรมองหาเนื้อผ้าชนิดไหนบ้าง?”
ผ้าที่ใส่แล้วเย็นสบาย ควรมีคุณสมบัติอย่างไร?
หลายคนเข้าใจว่าผ้าบางคือผ้าที่เย็นที่สุด แต่ในความเป็นจริง ความหนาความบางไม่ใช่ปัจจัยเดียว เพราะผ้าเนื้อบางบางชนิดกลับระบายอากาศได้ไม่ดี ทำให้เหงื่อสะสมและรู้สึกร้อนกว่าเดิม ดังนั้นเนื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายควรมีคุณสมบัติหลายอย่างประกอบกัน ได้แก่
- ระบายอากาศได้ดี: ให้ลมสามารถผ่านเส้นใยผ้าได้
- ดูดซับและระบายความชื้นได้ดี: ช่วยดึงเหงื่อออกจากผิว ไม่ทำให้เสื้อเปียกชื้นนาน
- สัมผัสนุ่ม ไม่อับผิว: ลดความรู้สึกเหนียวตัวในวันที่อากาศร้อน
- น้ำหนักเบา: ช่วยให้สวมใส่สบายตลอดวัน
- แห้งค่อนข้างเร็ว: ลดการสะสมของกลิ่นอับและแบคทีเรีย
ด้วยเหตุนี้เอง ผ้าที่เหมาะกับอากาศร้อนจึงมักเป็นผ้าเส้นใยธรรมชาติ หรือผ้าเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยจัดการความชื้นโดยเฉพาะ
7 เนื้อผ้าที่ใส่แล้วเย็นสบาย
-
ผ้าลินิน (Linen)
หากพูดถึงผ้าที่เหมาะกับหน้าร้อน ชื่อแรกที่ผู้เขียนนึกถึงคงหนีไม่พ้น "ลินิน" เพราะเป็นเนื้อผ้าที่ได้รับการยกย่องมานานว่าเป็นเนื้อผ้าประจำฤดูร้อน
ลินินผลิตจากเส้นใยของต้นแฟลกซ์ จึงมีโครงสร้างที่ช่วยให้อากาศไหลผ่านได้ดีเป็นพิเศษ แม้จะยืนกลางแดดหรือเดินทางในวันที่อากาศร้อน ก็ยังรู้สึกโปร่งและสบายตัวกว่าผ้าหลายชนิด
อีกเสน่ห์หนึ่งของลินินคือรอยยับตามธรรมชาติ ซึ่งกลับทำให้เสื้อผ้าดูมีคาแรกเตอร์และให้ลุคสบายๆ แบบที่หลายๆ คนชื่นชอบ
ข้อดี
- ระบายอากาศยอดเยี่ยม
- ดูดซับเหงื่อได้ดี
- แห้งค่อนข้างเร็ว
- ยิ่งซักยิ่งนุ่ม
ข้อเสีย
- ยับง่าย
- ราคาสูงกว่าผ้าทั่วไป
- ต้องดูแลการรีดพอสมควร
-
ผ้าฝ้าย (Cotton)
อีกหนึ่งตัวเลือกคลาสสิกของเนื้อผ้าที่ใส่สบายที่หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยก็คือ “ผ้าฝ้าย” เพราะใส่ง่าย ราคาเข้าถึงได้ และเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเส้นใยฝ้ายสามารถดูดซับความชื้นได้ดี ทำให้ใส่แล้วรู้สึกสบายผิว
อย่างไรก็ตาม หากเหงื่อออกมาก ผ้าฝ้ายอาจเก็บความชื้นไว้ได้นานกว่าผ้าบางชนิด จึงอาจรู้สึกหนักตัวเมื่อเปียกเหงื่อ
ข้อดี
- นุ่มสบายผิว
- ระบายอากาศดี
- หาซื้อง่าย
- ราคาไม่แพง
ข้อเสีย
- แห้งช้าหากเปียกเหงื่อ
- อาจหดตัวหลังซัก
- ยับได้ง่ายกว่าผ้าใยสังเคราะห์
-
ผ้าเรยอน (Rayon)
แม้จะเป็นเส้นใยกึ่งสังเคราะห์ แต่ผ้าเรยอนก็ถือเป็นหนึ่งในเนื้อผ้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเสื้อผ้าฤดูร้อน เพราะให้สัมผัสนุ่ม ลื่น และเย็นเมื่อสัมผัสผิว ซึ่งผู้เขียนรู้สึกว่าผ้าเรยอนให้ความรู้สึกพลิ้วและเบาเป็นพิเศษ จึงเหมาะกับเดรส กระโปรง หรือเสื้อโอเวอร์ไซซ์ที่ต้องการความทิ้งตัวสวยแต่ก็ยังคงเย็นสบายเวลาใส่อยู่
ข้อดี
- สัมผัสเย็นและนุ่ม
- พลิ้วสวย
- ระบายอากาศได้ดี
- ใส่แล้วไม่รู้สึกหนัก
ข้อเสีย
- ยับง่าย
- เปียกน้ำแล้วเส้นใยอาจอ่อนตัว
- ต้องซักอย่างระมัดระวัง
-
ผ้าไลโอเซลล์ (Lyocell)
หากใครกำลังมองหาผ้าที่ทั้งนุ่ม เย็น และดูหรู ผู้เขียนอยากให้ลองผ้าไลโอเซลล์ เส้นใยชนิดนี้ผลิตจากเยื่อไม้ผ่านกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีชื่อเสียงเรื่องการจัดการความชื้นได้ดีมาก แต่ความน่าสนใจคือสัมผัสของไลโอเซลล์จะลื่นคล้ายไหม แต่ระบายอากาศได้ดีกว่า จึงเหมาะกับทั้งเสื้อเชิ้ต กางเกง และชุดทำงาน
ข้อดี
- เย็นสบายผิว
- ดูดซับเหงื่อดี
- นุ่มมาก
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ข้อเสีย
- ราคาค่อนข้างสูง
- ต้องดูแลตามคำแนะนำของผู้ผลิต
-
ผ้าแชมเบรย์ (Chambray)
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าแชมเบรย์คือเดนิม แต่จริงๆ แล้วเป็นผ้าที่ทอคนละแบบ เพราะแม้หน้าตาจะคล้ายยีนส์ แต่แชมเบรย์มีน้ำหนักเบากว่ามาก จึงยังคงให้ลุคเท่แบบเดนิมโดยไม่รู้สึกร้อน ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากแมตช์ลุคที่มีสไตล์ แต่ยังคงใส่สบายในอากาศร้อน
ข้อดี
- น้ำหนักเบา
- ระบายอากาศดีกว่าเดนิม
- ดูแลง่าย
- แมตช์เสื้อผ้าได้หลากหลาย
ข้อเสีย
- ไม่เย็นเท่าลินิน
- ยับได้บ้าง
- สีอาจซีดเมื่อซักบ่อย
-
ผ้าใยไผ่ (Bamboo Fabric)
อีกหนึ่งเนื้อผ้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลังคือผ้าใยไผ่ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มและการระบายอากาศได้ดี หลายคนชื่นชอบเพราะสัมผัสคล้ายผ้าไหม แต่ดูแลง่ายกว่าหลายเท่า อีกทั้งยังสามารถดูดซับเหงื่อได้ดีและลดการเกิดกลิ่นอับได้ในระดับหนึ่ง จึงมักถูกนำมาใช้กับเสื้อยืด ชุดนอน และชุดชั้นใน
ข้อดี
- นุ่มมาก
- ระบายอากาศดี
- ดูดซับความชื้นได้ดี
- สวมใส่สบายตลอดวัน
ข้อเสีย
- ราคาสูงกว่าผ้าฝ้ายทั่วไป
- เป็นขุยง่าย
- ขาดง่ายหากซักไม่ถูกวิธี
-
ผ้าเสื้อกีฬา (Performance Fabric)
นอกจากผ้าเส้นใยธรรมชาติแล้ว ปัจจุบันยังมีผ้าสังเคราะห์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการเหงื่อโดยเฉพาะอย่างเสื้อผ้าแนวสปอร์ตจำนวนมากใช้เส้นใยที่ช่วยดึงความชื้นออกจากผิวและระเหยได้อย่างรวดเร็ว จึงเหมาะกับคนที่ต้องเดินทางเยอะ เล่นกีฬา หรืออยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน แม้จะไม่ได้ให้สัมผัสแบบธรรมชาติเท่าลินินหรือฝ้าย แต่ในแง่การจัดการเหงื่อถือว่าทำได้ดีมาก
ข้อดี
- แห้งเร็ว
- ไม่อมเหงื่อ
- เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง
- ดูแลง่าย
ข้อเสีย
- บางชนิดระบายอากาศสู้ผ้าเส้นใยธรรมชาติไม่ได้
- หากคุณภาพต่ำอาจเกิดกลิ่นอับง่าย
- ให้สัมผัสที่ต่างจากผ้าธรรมชาติ
ผู้เขียนมองว่าเนื้อผ้าที่มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดีเหมาะกับหน้าร้อนแบบเนื้อผ้าทั้ง 7 ชนิดที่ยกมาแนะนำทำให้การเลือกเสื้อผ้าสำหรับอากาศร้อนไม่ได้ขึ้นอยู่กับดีไซน์เพียงอย่างเดียว แต่เนื้อผ้าก็สำคัญไม่น้อย เพราะมันส่งผลต่อความสบายตลอดทั้งวันอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ผู้เขียนก็ยังเชื่อว่าไม่มีผ้าชนิดไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแต่ละแบบมีจุดเด่นและสไตล์ต่างกันไป ดังนั้นก็ขึ้นอยู่ว่าผู้อ่านแล้วว่าชอบเนื้อสัมผัสแบบไหน จะใส่ในโอกาสใด หรือแม้กระทั่งใส่แบบไหนแล้วรู้สึกมั่นใจที่สุดนั่นเอง





