Vogue Thailand

FASHION

เจาะลึก ‘ต่างหูทอง’ แต่ละแบบต่างกันอย่างไร พร้อมเคล็ดลับเลือกใส่ให้ลุคสวยหรูดูแพง

มารู้จักต่างหูทองที่ใส่อยู่ให้มากขึ้นกัน!

24 สิงหาคม 2569

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย ‘ต่างหูสีทอง’ ก็ยังคงเป็นเครื่องประดับที่ช่วยยกระดับลุคให้ดูหรูหราและมีเสน่ห์ได้ทุกครั้ง แต่คำว่า “สีทอง” บนต่างหูไม่ได้หมายถึงวัสดุชนิดเดียว เพราะในท้องตลาดมีตั้งแต่ทองคำแท้ไปจนถึงวัสดุที่นำมาชุบสีทองและทองเหลือง ซึ่งแต่ละประเภทมีความแตกต่างทั้งในเรื่องราคา ความทนทาน สี และการดูแลรักษา ดังนั้นก่อนเลือกต่างหูสีทองสักคู่ ผู้เขียนอยกชวนผู้อ่านมาทำความรู้จักวัสดุแต่ละประเภท พร้อมเทคนิคเลือกใส่ให้ดูสวยแพงและเข้ากับตัวเองมากกี่สุดกัน

 

ต่างหูสีทองมีกี่ประเภท?

1. ทองคำแท้ 24K

ทอง 24K หรือทองคำบริสุทธิ์มีสัดส่วนทองคำประมาณ 99.9% จึงมีสีเหลืองทองที่เข้มและโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ตาม เนื้อทองค่อนข้างอ่อน จึงไม่ใช่วัสดุที่เหมาะกับต่างหูดีไซน์บางหรือมีรายละเอียดซับซ้อนมากนัก

  • จุดเด่น: ทองคำบริสุทธิ์สูง สีทองเข้ม
  • เหมาะกับ: เครื่องประดับที่ต้องการคุณค่าและความคลาสสิก
  • ข้อควรรู้: เนื้อค่อนข้างอ่อนและเกิดรอยได้ง่าย

2. ทอง 22K

ทอง 22K มีทองคำประมาณ 91.6% หรือที่มักเรียกกันว่า ‘ทอง 90’ เป็นทองที่มีความบริสุทธิ์สูง แต่แข็งกว่า 24K เล็กน้อย จึงสามารถนำมาทำเครื่องประดับได้หลากหลายขึ้น

  • จุดเด่น: สีทองเข้มและมีความบริสุทธิ์สูง
  • เหมาะกับ: คนที่ชอบโทนทองแบบดั้งเดิม
  • ข้อควรรู้: ยังมีความนิ่มมากกว่าทองกะรัตต่ำ

3. ทอง 18K

ทอง 18K มีทองคำ 75% ผสมกับโลหะอื่นเพื่อเพิ่มความแข็งแรง จึงเป็นวัสดุยอดนิยมในกลุ่มเครื่องประดับ Fine Jewelry เพราะมีความสมดุลระหว่างความหรูหรา ความทนทาน และสีทองที่ดูสง่างาม

  • จุดเด่น: หรูหรา แข็งแรง และสีทองดูมีมิติ
  • เหมาะกับ: ใส่ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและโอกาสพิเศษ
  • ข้อควรรู้: ราคาสูงกว่าทองกะรัตต่ำและวัสดุชุบ

4. ทอง 14K

ทอง 14K มีทองคำประมาณ 58.5% และมีโลหะอื่นผสมในสัดส่วนที่มากขึ้น ทำให้มีความแข็งแรงและทนต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดี

  • จุดเด่น: แข็งแรงและดูแลง่าย
  • เหมาะกับ: การทำเครื่องประดับ เช่น ต่างหูสำหรับใส่เป็นประจำ
  • ข้อควรรู้: สีทองจะอ่อนกว่าทอง 18K เล็กน้อย

5. ทองหุ้ม (Gold Filled)

ทองหุ้ม คือวัสดุที่มีชั้นทองคำจริงยึดติดกับโลหะฐานด้วยกระบวนการทางกล โดยชั้นทองมีความหนากว่าการชุบทั่วไป จึงมีความทนทานต่อการใช้งานมากกว่าเครื่องประดับ Gold Plated

  • จุดเด่น: มีชั้นทองจริงและทนกว่าการชุบทั่วไป
  • เหมาะกับ: คนที่ต้องการลุคทองในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น
  • ข้อควรรู้: ไม่ใช่ทองคำทั้งชิ้น

6. ทองชุบ (Gold Plated)

Gold Plated คือการนำโลหะพื้นฐานมาชุบด้วยทองคำเป็นชั้นบางๆ ทำให้ได้สีและความเงาแบบทองในราคาที่จับต้องง่ายกว่า แต่เมื่อใช้งานไปนานๆ ชั้นทองอาจค่อยๆ จางลง โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสเหงื่อ น้ำหอม หรือสารเคมีเป็นประจำ

  • จุดเด่น: ราคาเข้าถึงง่ายและมีดีไซน์ให้เลือกมาก
  • เหมาะกับ: คนที่ชอบเปลี่ยนเครื่องประดับตามเทรนด์
  • ข้อควรรู้: สีอาจซีดหรือหลุดลอกได้ตามการใช้งาน

7. ทองเหลือง

ทองเหลืองเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงและสังกะสี มีสีเหลืองทองตามธรรมชาติ จึงสามารถนำมาทำเครื่องประดับที่ให้ความรู้สึกคล้ายทองได้โดยไม่จำเป็นต้องชุบ

  • จุดเด่น: ราคาไม่สูงและขึ้นรูปได้หลากหลาย
  • เหมาะกับ: เครื่องประดับแฟชั่นและงานดีไซน์
  • ข้อควรรู้: สีสามารถหมองหรือเปลี่ยนไปตามการสัมผัสอากาศ เหงื่อ และความชื้น

 

วิธีเลือกต่างหูสีทองให้เหมาะสม

1. เลือกเฉดสีทองของต่างหูให้เข้ากับโทนผิว

สีทองไม่ได้มีเพียงเฉดเดียว ตั้งแต่ทองเหลืองอมเหลืองเข้ม ทองแชมเปญ ไปจนถึงทองที่มีอันเดอร์โทนอมชมพู การเลือกเฉดที่เข้ากับผิวจะช่วยให้ใบหน้าดูสดใสและเครื่องประดับดูเป็นส่วนหนึ่งของลุคมากขึ้น

  • ผิวโทนอุ่น: ทองเหลืองหรือ Yellow Gold จะช่วยขับผิวให้สว่างขึ้น
  • ผิวโทนเย็น: ลองทองอมชมพูหรือเฉดทองที่ไม่เหลืองจัด
  • ผิว Neutral: สามารถใส่ต่างหูทองได้หลายเฉดสี

 

2. เลือกทรงต่างหูให้เข้ากับรูปหน้า

ผู้เขียนคิดว่าใครหลายๆ คนอาจเลือกต่างหูจากความชอบไม่ว่าจะเรื่องของสีหรือรูปทรง แต่จริงๆ ดีไซน์ของต่างหูสามารถช่วยสร้างสมดุลให้กับรูปหน้าได้ หากต้องการทำให้ใบหน้าดูเรียวยาวขึ้น ต่างหูทรงระย้าหรือแบบห้อยอาจเป็นตัวเลือกที่ดี ส่วนต่างหูทรงกลมหรือแบบ Stud สามารถช่วยเพิ่มความนุ่มนวลให้กับลุค และไม่ดูเด่นจนกลบไอเท็มอื่นๆ ของลุคจนเกินไป

  • หน้ากลม: ต่างหูทรงยาวช่วยเพิ่มเส้นสายแนวตั้งทำให้ใบหน้าดูยาวขึ้น
  • หน้าเหลี่ยม: ทรงกลมหรือเส้นโค้งช่วยลดความแข็งของใบหน้า และเพิ่มความละมุนให้ลุค
  • หน้ายาว: เลือกต่างหูทรงกว้างหรือแบบห่วงจะช่วยสร้างสมดุลให้ใบหน้า
  • หน้ารูปไข่: เลือกได้แทบทุกดีไซน์

 

3. เลือกขนาดต่างหูให้เหมาะกับโอกาส

จริงๆ เรื่องขนาดอาจจะขึ้นอยู่กับความชอบและความมั่นใจเวลาสวมใส่ของแต่ละคน แต่จริงๆ การเลือกต่างหูสักคู่เพื่อแมตช์กับลุคก็ควรดูว่าลุคดังกล่าวแต่งไปไหน งานอะไร หรือโอกาสอะไร จะได้เลือกให้เหมาะสมกับอารมณ์ของลุคด้วย เพื่อให้ต่างหูและลุคส่งเสริมกันห้ได้มากที่สุด เช่น ต่างหูเม็ดเล็กอาจจะเหมาะกับวันทำงานหรือวันที่ต้องการความเรียบง่าย ขณะที่ต่างหูห่วงขนาดใหญ่หรือต่างหูระย้าสามารถใช้เป็น Statement Piece สำหรับคนอยากได้ลุคที่ดูสนุกขึ้น

  • Everyday Look: Stud หรือห่วงขนาดเล็ก
  • Work Look: Stud หรือห่วงขนาดเล็ก หรือ ดีไซน์เรียบและขนาดพอดี
  • Party Look: ต่างหูระย้าหรือ Statement Earrings

 

4. แมตช์กับเครื่องประดับชิ้นอื่นอย่างพอดี

หากต่างหูเป็นชิ้นเด่นของลุค ควรลดความโดดเด่นของเครื่องประดับชิ้นอื่นลงเล็กน้อยเพื่อให้ภาพรวมดูสมดุล หรือหากชอบการเลเยอร์จริงๆ ผู้เขียนแนะนำว่าให้เลือกเครื่องประดับสีทองที่มีดีไซน์หรือเท็กซ์เจอร์ต่างกัน แต่ควรมีองค์ประกอบบางอย่างที่เชื่อมโยงกัน เช่น เฉดสีทองหรือรูปทรงเพื่อให้ลุคทั้งหมดดูคอมพลีตมากขึ้น

  • ต่างหูเด่น: ลดความเยอะของสร้อยและกำไล
  • ต่างหูมินิมัล: เพิ่มแหวนหรือสร้อยได้
  • เลเยอร์แบบ Gold on Gold: เลือกเฉดทองใกล้กันเพื่อให้ลุคดูแพง

 

5. เลือกวัสดุให้เหมาะกับการใช้งาน

สุดท้ายอย่าลืมพิจารณาว่าต่างหูคู่นั้นจะถูกใส่บ่อยแค่ไหน หากต้องการใส่ทุกวันโดยที่จะไม่เปลี่ยนไปใส่คู่อื่นเลย การลงทุนกับทองแท้หรือทองกะรัตสูงที่มีราคาแพงหรือมูลค่าอาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว ขณะที่ถ้าคิดว่าชอบเปลี่ยนสไตล์บ่อยๆ หรืออยากตามเทรนด์ใหม่เรื่อยๆ การเลือกต่างหูแฟชั่นแบบชุบทองหรือทองเหลืองอาจจะเหมาะมากกว่าเพราะราคาไม่สูงมาก ไม่ต้องรักษาหรือกังวลเวลาใส่

  • ใส่ทุกวัน เปลี่ยนไม่บ่อย: ทองคำแท้ 24K, ทอง 18K, ทอง 14K
  • โอกาสพิเศษ: ทองคำแท้ 24K,ทอง 22K, ทอง 18K
  • เปลี่ยนสไตล์ตามเทรนด์: ทองหุ้ม, ทองชุบ, ทองเหลือง

 

การเลือกต่างหูสีทองให้สวยหรูไม่ได้ดูแค่ดีไซน์หรือราคาของเครื่องประดับ แต่ควรพิจารณาตั้งแต่วัสดุ เฉดสีทอง รูปหน้า ขนาด และโอกาสในการสวมใส่ เพราะทองแต่ละประเภทก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไม่ว่าจะราคา สีสัน และอายุการใช้งาน ดังนั้นเมื่อเลือกวัสดุได้ตรงกับการใช้งานและแมตช์ดีไซน์ให้เข้ากับตัวเอง ต่างหูสีทองก็สามารถกลายเป็นไอเท็มเล็กๆ ที่ช่วยยกระดับลุคให้ดูหรูหราและมีสไตล์ขึ้นได้ทันที

ภาพปก : UNSPLASH