สัมภาษณ์: พีรณัฐ จันทร์สกุลณี
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเทศไทยนั้นมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ไม่ว่าจะผู้มาเยี่ยมเยือนระยะสั้นหรือผู้มาพักผ่อนระยะยาวก็ต่างพากันหลงรัก อาจด้วยความเป็นมิตร ยิ้มง่าย อัธยาศัยดี และความเป็นครอบครัวที่ฝังอยู่ในตัวตนของคนไทยทุกชนชั้นก็ดี หรือแม้แต่ความวิจิตรของงานศิลปะพื้นถิ่นที่ยากจะลอกเลียนแบบก็ตาม
ทว่าคุณลักษณะดังกล่าวก็ไม่ได้ปรากฏอยู่แค่ในไทยเท่านั้น เพราะหากออกเดินทางไปสัก 8,903 กิโลเมตร เมืองเล็กๆ ในแคว้น Veneto ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีนามว่า ‘Vicenza’ ก็มีฉากทัศน์เช่นนั้นไม่ต่างกัน จนทั้งสองพื้นที่ต่างถูกผู้คนพลัดกันเรียกทั้ง ‘Italy of Asia’ และ ‘Thais of Europe’ กันไปโดยปริยาย
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากครั้งใดก็ตามที่ผู้คนจากสองฟากฝั่งโคจรมาเจอกัน พวกเขาจะเข้ากันได้ง่าย บอกเล่าเรื่องราวเดียวกันได้ หรือแม้แต่เป็นพันธมิตรร่วมกันได้เป็นสิบๆ ปี ดังเช่นความสัมพันธ์ระหว่าง ‘FOPE (โฟเป้)’ แบรนด์จิวเวลรีสัญชาติอิตาลีที่อายุกว่า 97 ปีกับ ‘Scintilla Gioielli (ชินติล่า โจแยลลี่)’ บริษัทสัญชาติไทยผู้นำเข้าและจำหน่ายอิตาเลียนไฟน์ จิวเวลรีมากกว่า 20 แบรนด์ ที่ก่อร่างสร้างตัวตั้งแต่วันแรกของโฟเป้ในไทยเมื่อปี 2554 จวบจนวันที่ผลิบานเป็นร้าน Pop-up Store แห่งแรกใจกลาง Central Embassy ซึ่งเป็นสถานที่ที่โว้ก ประเทศไทยได้ร่วมพูดคุยกับสองสตรีหัวเรือใหญ่จากทั้งโฟเป้และชินติล่า โจแยลลี่ที่มาถ่ายทอดแง่มุมต่างๆ ของแบรนด์ชั้นสูงจากอิตาลีในวันที่เดินเกมรุกในเมืองไทยอย่างเต็มกำลัง
เดินทางกลับสู่ Vicenza ในห้วงเวลาก่อนบินลัดฟ้ามาถึงเมืองไทย
“ตัวตนของเราเกิดขึ้นที่เมืองวิเชนซา และเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์ของครอบครัว หัวใจสำคัญของ โฟเป้คือวัฒนธรรมช่างทองของอิตาลี”
แม้คำตอบของ ‘Elisa Teatini Cazzola’ CMO (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด) แห่งโฟเป้ที่ให้กับโว้ก ประเทศไทยเมื่อถามถึง “หัวใจสำคัญของแบรนด์ในวันที่ออกเดินทางจากเมืองเล็กๆ ในอิตาลีสู่หัวเมืองแฟชั่นทั่วโลก?” จะยืนยันเจตนารมณ์ของแบรนด์ว่าด้วย “การเติบโตในระดับนานาชาติ ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ต้องเปลี่ยนแปลงตัวตน แต่หมายถึงการนำเสนอตัวตนแบบอิตาเลียนนี้สู่ผู้คนทั่วโลกในวงกว้าง” ดังที่เอลิซ่ากล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อย้อนดูเส้นทางนับตั้งแต่วันก่อตั้ง คำยืนยันข้างต้นกลับให้มุมมองที่ต่างออกไป
ย้อนกลับไปในปี 1929 ซึ่งเป็นช่วงที่ ‘Umberto Cazzola’ นายช่างทองมากประสบการณ์ได้เปิดเวิร์กช็อปช่างฝีมือขึ้นในเมือง Vicenza เพื่อบ่มเพาะความรู้ ส่งต่อศาสตร์วิชา และพัฒนางานฝีมือของช่างในชุมชน
ก่อนที่ต่อมา ‘Odino Cazzola’ ลูกชายของเขาในฐานะทายาทโดยตรงจะสานต่อความรักและยกระดับความตั้งใจของผู้เป็นพ่อ ด้วยการพัฒนาเวิร์กช็อปแห่งนั้นเป็นโรงงานล้ำสมัยที่พร้อมต่อยอดศาสตร์ความรู้ของพ่อให้อยู่คู่ไปกับวงการจิวเวลรีที่ ณ ขณะนั้นเคลื่อนไหวไปกับยุคสมัยอย่างต่อเนื่องและไม่พร้อมรอใครที่ย่ำอยู่กับที่
ทว่าต่อให้โรงงานจะมีขนาดใหญ่แค่ไหน เทคโนโลยีจะพัฒนาไปมากเพียงใด แต่มรกดอันยาวนานไม่อาจเคลื่อนขยับไปได้หากขาดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ของมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง ทำให้ในปี 1985 เจเนอเรชั่นใหม่ของตระกูลอย่าง Umberto และ Ines หลานชายของเขาได้สร้างสรรค์ตาข่ายชื่อว่า ‘Novecento’ ขึ้นเป็นครั้งแรกบนสายนาฬิกาจนกลายเป็นโมทีฟอันล้ำค่าและเป็นเอกลักษณ์สืบต่อมาจนวันนี้
เช่นเดียวกับเทคโนโลยี ‘Flex'it’ หรือเทคนิคชั้นสูงเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ที่ซ่อนสปริงทองคำ 18 กะรัตขนาดเล็กที่ฝังอยู่ในโครงสร้างตาข่ายที่ช่วยทำให้เครื่องประดับมีความยืดหยุ่น พลิ้วไหว และโอบรับเรือนร่างของผู้สวมใส่ในทุกอิริยาบถ ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรในเวลาต่อมา
“Flex’it สะท้อนปรัชญาของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการผสานประเพณีเข้ากับนวัตกรรม ความงามเข้ากับฟังก์ชันการใช้งาน มันไม่ได้เป็นเพียงโซลูชั่นทางเทคนิค แต่คือวิธีใหม่ในการสัมผัสและสวมใส่เครื่องประดับ ความยืดหยุ่นทำให้กำไลมีความสบาย เป็นธรรมชาติ และสะท้อนความเป็นส่วนตัวของผู้สวมใส่ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าโฟเป้สามารถเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านช่างทองอันโดดเด่นให้กลายเป็นประสบการณ์การสวมใส่ที่ง่ายดายและเป็นธรรมชาติได้อย่างไร” เอลิซ่ากล่าว
ด้วยการเปลี่ยนผ่านและการพัฒนาตลอด 97 ปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้คำตอบของเอลิซ่ามีมุมมองที่น่าสนใจขึ้น เพราะแม้ว่ามันจะย้ำถึงจุดยืนของแบรนด์ในการรักษาคุณค่าจากวันวานเอาไว้ แต่เมื่อพินิจพิจารณาวิธีการเล่าขานมรดกโดยสายเลือดใหม่ในตระกูลชัดๆ การพัฒนาไปกับยุคสมัยก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่รากฐานสำคัญที่ทุกรุ่นยึดถือร่วมกันและไม่มีวันลืมไปจากใจก็คือ ‘จุดเริ่มต้นของแบรนด์ในฐานะครอบครัวช่างทองแห่งเมือง Vicenza’

(จากซ้าย) ‘Tommaso Foralosso’ ทายาทรุ่นที่ 4 และ ‘Elisa Teatini Cazzola’ CMO จาก FOPE

ความท้าทายของแวดวงจิวเวลรีในวันที่ผู้บริโภคเริ่มมีทางเลือก
แม้โฟเป้จะมีเสาหลักหลายต้นที่คอยรักษาคุณค่าของแบรนด์ให้ยังคงในใจของคนรักเครื่องประดับ ไม่ว่าจะโมทีฟ Novecento อันเป็นเอกอักษณ์ เทคโนโลยี Flex'it ที่ยากจะลอกเลียนแบบ หรือแม้แต่แถบป้ายการันตีคุณภาพอย่าง ‘Made In Italy’ แต่ในโมงยามที่เทรนด์ใหม่ๆ เและไลฟ์สไตล์ของผู้หลงใหลจิวเวลรีเปลี่ยนไป บวกกับทางเลือกที่มีเพิ่มขึ้นในทุกวัน ประโยคสำคัญที่อดใจจะถามไม่ได้ก็คงหนีไม่พ้น “เทรนด์การสวมใส่เครื่องประดับแบบ Everyday Wear ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ส่งผลต่อวิธีการออกแบบและการสื่อสารคอลเล็กชั่นของโฟเป้อย่างไร?”
ซึ่งคำตอบที่เอลิซ่าให้กับโว้ก ประเทศไทยก็ไม่ใช่การแถลงกลยุทธ์ใหม่ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อต่อกรกับกระแสนิยมที่กำลังเติบโตขึ้นในทุกๆ วัน แต่คือการบอกเล่าอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญที่หยั่งรากอยู่ในทุกคอลเล็กชั่นนับตั้งแต่วันที่วาดลงบนผืนกระดาษสู่การสร้างเป็นชิ้นงานจริง
“สำหรับเรา เทรนด์นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเราเชื่อมาโดยตลอดว่าเครื่องประดับควรเป็นสิ่งที่คุณสามารถสวมใส่และใช้ชีวิตร่วมกับมันได้ในทุกวัน แต่ละคอลเล็กชั่นของเราจึงผสานทั้งทองคำ งานออกแบบ และความสบายในระดับสูงสุดเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้น เราจึงไม่ได้จำกัดความหรูหราเฉพาะในโอกาสพิเศษ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง เครื่องประดับล้ำค่าที่มีความหลากหลาย สามารถนำมาแมตช์ได้ง่าย และสวมใส่ได้อย่างเป็นธรรมชาติตั้งแต่เช้าจรดค่ำ” เอลิซ่ากล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแบรนด์จะเชื่อมั่นในมรดกและเสาหลักอันแข็งแกร่งที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน แต่ในเมื่อจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาตามห้วงเวลาที่ฝังรากมาเกือบหนึ่งศตวรรษยังคงคุกรุ่นและเด่นชัด การรักษาสมดุลระหว่างเอกลักษณ์และเทรนด์ที่เข้ามาก็ไม่ใช่สิ่งที่เอลิซ่าและโฟเป้ยุคใหม่มองข้ามเช่นกัน
“เรารักษามรดกด้วยการคงหัวใจสำคัญด้านความคิดสร้างสรรค์และการผลิตไว้ที่เมือง Vicenza รวมถึงปกป้ององค์ความรู้และทักษะความเชี่ยวชาญที่สืบทอดมาจากประวัติศาสตร์ของเรา ขณะเดียวกันนวัตกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของ DNA มาโดยตลอด เราจึงยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านการออกแบบ การสื่อสาร และวิธีการตีความเครื่องประดับ พร้อมรับฟังคนรุ่นใหม่ที่มองหาความหรูหรา คุณภาพ และอิสระในการแสดงออกภายในเครื่องประดับชิ้นเดียว”
เมื่อนำเสาหลักหลายต้นของแต่ละคอลเล็กชั่นที่เธออธิบายข้างต้นมาประกอบเข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคเครื่องประดับในปัจจุบันที่แบรนด์มองว่า ‘ความแท้จริง’ ทั้งในมิติของเรื่องราวที่น่าเชื่อถือ วัสดุและคุณภาพ ตลอดจนความงามของงานสร้างสรรค์คือสิ่งที่พวกเขามองหา ก็ยิ่งตอกย้ำว่าต่อให้คลื่นความเปลี่ยนแปลงในวิถีการครอบครองจิวเวลรีของผู้คนยุคใหม่จะซัดแรงหรือผกผันมากเพียงใด เสาหลักของโฟเป้ก็ยังไม่หวั่นไหวและพร้อมโต้ไปกับคลื่นนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง


เมื่อแฝดจากเมืองไกลก้าวสู่ตลาดอันดุเดือดกับเพื่อนร่วมทางที่เคียงข้างกันมา 15 ปี
หากตัดเรื่องภาษา ผิวพรรณ หรือแม้แต่หน้าตาออกไป ในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างก็ยกว่าทั้งสองประเทศมีความคล้ายคลึงกัน ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและค่านิยม ทว่าถ้ามองในมุมผู้ประกอบการต่างชาติที่จะกระโดดเข้ามาดำเนินธุรกิจเครื่องประดับในไทยที่มีการแข่งขันสูงเข้าขั้น Red Ocean เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เหตุผลเพียงเท่านั้นอาจไม่เพียงพอ หากแต่ต้องมองตลาดให้ออกและตีโจทย์ให้แตกถึงจะเข้าถึงใจคนไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เอลิซ่าและโฟเป้ต้องทำการบ้านอย่างหนัก
“ประเทศไทยมีวัฒนธรรมด้านความหรูหราที่มีความซับซ้อน และมีลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับงานออกแบบ คุณภาพ และมรดกของแบรนด์เป็นอย่างมาก อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองนานาชาติที่มีชีวิตชีวาและเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ สำหรับโฟเป้แล้ว ประเทศไทยจึงเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์และเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการนำเสนอแนวคิดด้านไฟน์จิวเวลรีในแบบฉบับอิตาเลียนของเรา” เอลิซ่ากล่าวเมื่อถามถึงเหตุผลที่ไทยกลายเป็นตลาดที่มีความสำคัญมากขึ้นต่อการเติบโตของโฟเป้ในเอเชีย
ต่อให้แบรนด์มองเห็นและเข้าใจความเป็นไปของตลาดเครื่องประดับไทยเพียงใด ถึงกระนั้นก็ไม่อาจการันตีได้เลยว่าจะเข้าถึงคนไทยได้อย่างแท้จริง ดังนั้น การมีพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่เข้าใจคนไทยอย่างชินติล่า โจแยลลี่ ภายใต้บังเหียนของ ‘แพม-สรีนา ธีระวิทยภิญโญ’ Executive Director (กรรมการบริหาร) และทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัทผู้นำเข้าและจำหน่ายอิตาเลียนไฟน์จิวเวลรีชั้นนำ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือโฟเป้ที่วางขายในบูติกของบริษัทมากกว่า 15 ปีจึงเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังที่จะพาผู้เล่นอิตาลีเดินไปในสนามจิวเวลรีอันดุเดือดของไทย
“เราเชื่อมั่นในแบรนด์โฟเป้อย่างแท้จริง สิ่งที่เรากำลังพูดถึงไม่ใช่เพียงแบรนด์เครื่องประดับ แต่คือมรดกที่สั่งสมจากประวัติศาสตร์ งานฝีมือ และนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ของโฟเป้สามารถเข้าถึงตลาดได้เป็นอย่างดี เพราะผสานเทคนิคพิเศษและเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านช่างทองอันยอดเยี่ยม จนเกิดเป็นงานออกแบบที่มีทั้งความล้ำสมัยและความเหนือกาลเวลา การผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างงานฝีมือแบบอิตาเลียน ความเป็นเลิศด้านเทคนิค และงานออกแบบที่คงอยู่เหนือกาลเวลา ทำให้แบรนด์มีจุดยืนที่โดดเด่นในตลาด” แพมกล่าว
แน่นอนว่าถ้อยแถลงข้างต้นของแพมสะท้อนให้เห็นจุดเด่นของโฟเป้ที่ทำให้แบรนด์แตกต่างจากผู้เล่นคนอื่นๆ ในสนาม ทว่าอีกหนึ่งโจทย์สำคัญก็คือมุมมองของผู้คนที่มีต่อเครื่องประดับ ซึ่งส่วนมากเชื่อว่าเป็นของไม่จำเป็นต่อชีวิตขนาดนั้น จึงอดสังสัยไม่ได้เลยว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทัศนคติของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อไฟน์จิวเวลรีเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?” ซึ่งคำตอบที่ได้รับไม่ได้พูดถึงเครื่องประดับในแง่ของราคาที่ต้องจ่าย แต่กลับพาเรามองไปยังคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในความเปล่งประกายที่คนบางกลุ่มมองว่า ‘สิ้นเปลือง’
“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นจำนวนลูกค้าและยอดขายในอุตสาหกรรมเครื่องประดับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าชาวไทยมีความสนใจและความเต็มใจที่จะลงทุนกับไฟน์จิวเวลรีมากขึ้น โดยมองว่าเครื่องประดับไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของสไตล์และความมีระดับส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าในระยะยาว ขณะเดียวกัน ไฟน์จิวเวลรียังมีคุณค่าที่คงอยู่เหนือกาลเวลา ด้วยธรรมชาติที่ไม่ยึดติดกับเทรนด์ ทำให้สามารถก้าวข้ามยุคสมัยและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ จึงเป็นสิ่งที่สามารถเก็บรักษาและชื่นชมได้ในวันนี้ ก่อนส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปในฐานะมรดกที่มีความหมายและคงอยู่ยาวนาน” แพมกล่าว
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า แพมและชินติล่า โจแยลลี่ร่วมงานกับโฟเป้มากว่า 15 ปี แน่นอนว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเธอและบริษัทมีโอกาสมากมายที่จะขยายแบรนด์ถึงกลุ่มลูกค้าไทยให้มากกว่านี้ ทำให้คำถามแสนเรียบง่ายอย่าง “เหตุใดช่วงเวลานี้จึงเหมาะสมในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานของโฟเป้ในกรุงเทพฯ?” จึงสำคัญ เพราะมันสามารถสะท้อนได้ทั้งแนวคิดและความพร้อมของเธอกับแบรนด์
“โฟเป้อยู่กับเรามาเป็นเวลา 15 ปี และเราเชื่อว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาแบรนด์ก้าวไปอีกขั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมาโฟเป้เติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงในประเทศไทยแต่ยังรวมถึงตลาดทั่วโลก ในปัจจุบันผู้บริโภคมีความรู้และความพิถีพิถันมากขึ้นในเรื่องคุณภาพสินค้า งานฝีมือ และคุณค่า ซึ่งจุดนี้เปิดโอกาสให้โฟเป้ได้มากยิ่งขึ้น เพราะงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือ และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของแบรนด์กำลังได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคไฟน์จิวเวลรีมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้การมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีจะไม่ใช่เรื่องแปลกตาในตลาดค้าเครื่องประดับ แต่การรักษาความสัมพันธ์อันยาวนานให้ยังคงสืบต่อมาได้และไม่ทลายลงระหว่างทางต่างหากที่น่าสนใจ ซึ่งเอลิซ่าก็ได้บอกเล่าตัวแปรสำคัญในสมการความสัมพันธ์ระหว่างโฟเป้และชินติล่า โจแยลลี่ไว้กับโว้ก ประเทศไทยเช่นกัน
“ความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเกิดขึ้นจาก ‘ความไว้วางใจ ค่านิยมที่มีร่วมกัน และวิสัยทัศน์ระยะยาวร่วมกัน’ เมื่อมองไปที่ชินติล่า โจแยลลี่เราพบความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในตัวตน ตำแหน่งของแบรนด์ และลูกค้าท้องถิ่นของโฟเป้ เมื่อความรู้ความเข้าใจในตลาดของชินติล่า โจแยลลี่มาผสานเข้ากับประสบการณ์และความแข็งแกร่งในผลิตภัณฑ์ของเรา จึงก่อให้เกิดความร่วมมือที่มั่นคงอย่างยิ่ง” เอลิซ่ากล่าว
ขณะที่แพมก็สื่อสารในมุมมองที่ไม่ต่างกัน “ในฐานะพันธมิตร เรามีค่านิยมและวิสัยทัศน์เดียวกันสำหรับอนาคตที่สำคัญไปกว่านั้นคือความชื่นชมและความเชื่อมั่นที่เรามีต่อแบรนด์อย่างลึกซึ้ง ทำให้เราเข้าใจมรดกและตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของโฟเป้ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น” แพมกล่าว

‘แพม-สรีนา ธีระวิทยภิญโญ’Executive Director จาก Scintille Gioielleria’

(จากซ้าย) ‘Elisa Teatini Cazzola’ CMO จาก FOPE, ‘Tommaso Foralosso’ ทายาทรุ่นที่ 4 ของ FOPE และ ‘แพม-สรีนา ธีระวิทยภิญโญ’ Executive Director จาก Scintille Gioielleria
วันข้างหน้าในเมืองไทยและอนาคตของผู้เล่นหน้า (ไม่) ใหม่จากอิตาลี
ตลอดชั่วโมงที่พูดคุยกันผู้หญิงทั้งสองคนบอกเล่าเรื่องราวมากมายที่ฉายให้เห็นทั้งตัวตน จิตวิญญาณ และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในไทยของโฟเป้ แต่ถึงกระนั้นทั้งหมดก็เป็นเพียงคำกล่าวถึงอดีตที่ผ่านมาและปัจจุบันที่เกิดขึ้น
คำถามทิ้งท้ายที่เราคุยกันจึงเป็น “หากมองไปที่อนาคต ทั้งคู่คิดว่าอะไรคือวิสัยทัศน์ในวันข้างหน้าสำหรับโฟเป้ในประเทศไทย?” ซึ่งเป็นสิ่งที่โว้ก ประเทศไทยในฐานะคนถามอยากรู้และคาดหวังคำตอบมากที่สุด เนื่องจากมันจะเปิดโอกาสให้เราเห็นทิศทางของโฟเป้ต่อไปนับจากวันนี้ วันที่แบรนด์กระโดดจากการวางจำหน่ายในตู้กระจกเล็กๆ ภายในบูติกชินติล่า โจแยลลี่สู่หน้าร้านป๊อปอัปแห่งแรกในไทยอย่างเต็มตัว
“เป้าหมายของเราคือการสร้างการดำเนินงานที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์เท่านั้น เราต้องการให้ผู้คนในประเทศไทยได้ค้นพบโฟเป้มากขึ้น สร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับลูกค้าในท้องถิ่น และสื่อสารถึงความเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องประดับของเรา”
หากคำตอบของ เอลิซ่าพูดถึงวิสัยทัศน์ของเธอในแง่ของการเผยแพร่มรดกของครอบครัวช่างทองจากเมือง Vicenza ให้อยู่เด่นชัดในใจคนไทย คำตอบของแพมก็ทำหน้าที่อธิบายกลวิธีในการทำให้ฝันของเอลิซ่าให้เป็นจริงให้ได้มากที่สุด
“เมื่อมองไปข้างหน้า เป้าหมายของเราคือการเดินหน้าขยายโฟเป้ทั่วประเทศไทย และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคชาวไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เราเชื่อว่าการให้ความรู้เป็นส่วนสำคัญของเส้นทางนี้ เราต้องการถ่ายทอดให้ผู้คนได้รู้จักสิ่งที่ทำให้โฟเป้มีความโดดเด่นมากขึ้น ตั้งแต่มรดกอันยาวนาน งานฝีมืออันยอดเยี่ยม เทคนิคอันล้ำสมัย ไปจนถึงงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์และนำเสนอคุณสมบัติเหล่านี้ เราหวังว่าจะสร้างความเข้าใจและความชื่นชมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อโฟเป้ในหมู่ลูกค้าชาวไทย
“ขณะเดียวกัน เราตั้งเป้าที่จะเพิ่มการรับรู้ต่อแบรนด์ทั่วประเทศไทย และสร้างโอกาสที่มีความหมายมากขึ้นในการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ไม่ว่าจะผ่านความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ และการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เราต้องการนำโฟเป้เข้าใกล้ผู้บริโภคทั่วประเทศมากขึ้น และเดินหน้าสร้างการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและยั่งยืนให้กับแบรนด์ต่อไป”

รวมพิกัดเที่ยวอิตาลีตามรอยงานแต่งแห่งปีของคู่บ่าวสาว Dua Lipa และ Callum Turner

จุดกระแสเสื้อบอลอีกครั้ง เมื่อสมาชิกวง KATSEYE สวมเสื้อทีมจากอิตาลีในภาพโปรโมตผลงานล่าสุด

FOPE เผยจิวเวลรี 2 คอลเล็กชั่นใหม่ด้วยเทคนิค Flex’it อันโด่งดัง ณ Scintilla Gioielli

กระเป๋าใบนี้ทำที่ไหนกันแน่! เมื่อคำว่า 'Made in Italy' ไม่ได้แปลว่ามาจากประเทศอิตาลีเสมอไป

