เรื่อง: Sofia Gnoli
แปล: ปาจรีย์ ทาชาติ / เรียบเรียง: ฐาดิณี รัชชระเสวี
นางแบบ: Stella, Hanan, Clara Denison
แต่งหน้า: Anthony Preel
ทํา ผม: Eugene Souleman
ทํา เล็บ: Asalaya Pazzaglia
ผู้ช่วยสไตลิสต์: Greta Aureli, Margherita Moretti
ผู้ช่วยช่างภาพ: Christian Bragg
รีทัช: Sheriff
พิมพ์ภาพด้วยมือ: Agnes Costa
ล้างฟิล์ม: Arka Lab
ดําเนินงาน: Kitten Production
สถานที่: Palazzo della Civilta Itaiana, Rome, Italy
_________________________
แสงแดดยามเช้าส่องกระทบอาคารหินทราเวอร์อันสง่างามตัดกับท้องฟ้าสีสดใส อาคารหลังงามแห่งนี้คือสํานักงานใหญ่ของเฟนดิ ที่ที่รวมไว้ซึ่งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และจิตวิญญาณของแฟชั่น
Colosseo Quadrato มีชื่อเป็นทางการว่า Palazzo della Civiltà Italiana แปลว่าโคลอสเซียมทรงสี่เหลี่ยม ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยฟาสซิสต์ในช่วงทศวรรษ 1930 ออกแบบโดยกลุ่มสถาปนิก Giovanni Guerrini, Ernesto Lapadula และ Mario Romano ในอดีต สถานที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์สําคัญของกรุงโรม แล้วยังเคยเป็นฉากในภาพยนตร์อิตาลีหลายเรื่อง เช่น Rome Open City (1945) ของผู้กํา กับ Roberto Rossellini, Otto e Mezzo (1963) ของ Federico Fellini ก่อนจะมาเป็นสํานักงานใหญ่ของเฟนดิในปี 2015 การได้มาเยือนอาณาจักรของเฟนดิในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการเดินทางมาพบขุมทรัพย์แห่งความรู้อันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว
ในโอกาสพิเศษครบ 100 ปีการก่อตั้งแบรนด์ เฟนดิเปิดคลังผลงานซึ่งรวบรวมประวัติศาสตร์ของเมซงให้โว้กเข้าชมอย่างใกล้ชิด พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางอันยาวนานผ่านภาพถ่ายแฟชั่น ที่เป็นการนำเสนอคอลเล็กชั่นไอคอนิกในแต่ละทศวรรษ โดยมีฉากหลังเป็นอาคารสัญลักษณ์แห่งนี้
การได้เดินลึกเข้าไปในตัวอาคารผ่านโถงทางเดินอันเงียบสงบนั้น ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังย้อนกลับไปในอดีต เมื่อมาถึงห้องเก็บผลงาน สิ่งแรกที่เราเห็นคือภาพถ่ายขนาดใหญ่ของ Silvana Mangano นางเอกภาพยนตร์เรื่อง Gruppo di famiglia in un interno (1974) ของผู้กำกับ Luchino Visconti ซิลวานาสวมเสื้อโค้ตขนเฟอร์ ที่พี่น้องตระกูลเฟนดิตัดเย็บมาให้เธอสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ ภาพของเธอที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้านี้ทำให้เรารู้สึกถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่น
ภายในห้องเก็บคลังผลงานมีตู้เหล็กสีดำขนาดมหึมาที่มีบานเลื่อนเปิดปิด (ชวนให้นึกถึงห้องเก็บสมบัติที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุด) ตั้งอยู่ท่ามกลางหีบสัมภาระหนังใบใหญ่จำนวนมาก และหุ่นโชว์เสื้อพิมพ์ลายแถบพีคาล (Piquin ลายพิมพ์ลายทางของเฟนดิ) ที่มีหยากไย่เกาะเต็มไปหมด เมื่อเปิดตู้ออกมาจะเห็นกล่องกระดาษวางเรียงเป็นแถวยาว บนกล่องเขียนไว้ว่า “ภาพสเกตช์ของคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์” นอกจากนั้นเรายังเจอผลงานออกแบบต้นฉบับของคาร์ลจากทศวรรษ 1980 เข้าโดยบังเอิญ ความพิเศษคือผลงานเหล่านี้ยังไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน หนึ่งในนั้นเป็นภาพสเกตช์ 5 สาวพี่น้องแห่งบ้านเฟนดิกำลังวิดีโอคอลกับคาร์ล แล้วก็มีภาพสเกตช์นางแบบสวมเครื่องแบบตำรวจหญิงโรมัน ภาพสเกตช์รวบรวมโครงร่างซิลูเอตต่างๆ ที่ใช้ในคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา รวมถึงอีกหนึ่งชิ้นงานสำคัญจากโปรเจกต์ The Body Revolution
ขณะที่กำลังสำรวจไปรอบๆ ห้อง สายตาของเราก็ไปสะดุดกับซองภาพสเกตช์ซองหนึ่งซึ่งเป็นภาพร่างของหญิงสาว บนศีรษะของเธอมีม็อกอัปของ Colosseo Quadrato เหมือนเป็นเครื่องประดับอยู่ด้วย ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าเฟนดิกับอาคารหลังนี้มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่ปี 1990 แล้ว ก่อนที่จะมาเป็นสำนักงานใหญ่เสียอีก แถมในปีเดียวกันนี้คาร์ลเองยังส่งขบวนนางแบบไปเดินในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลโลกด้วย พวกเธอสวมหมวกตกแต่งเปเปอร์มาเช่เป็นรูปสถานที่สำคัญของกรุงโรม เช่น โคลัสเซียม (Colosseum), อาณาจักรเก่าแห่งกรุงโรม (Roman Forum), โบสถ์ Trinità dei Monti, ประติมากรรมโมเสส (Moses) ของ Michael Angelo รวมถึง Palazzo della Civiltà Italiana ด้วย
คลังผลงานของเฟนดิแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่พื้นที่เก็บของ แต่ยังเป็นเหมือนห้องสมุดแห่งจิตวิญญาณของเมซง เราค่อยๆ เปิดดูขุมทรัพย์ในคลังของเก่า พบว่ามีกระเป๋าหลายร้อยใบ เครื่องประดับ เฟอร์ขนสัตว์ และเสื้อผ้าอีกมากมายตั้งแต่เสื้อโค้ตพิมพ์ลายซิกเนเจอร์ของเมซงตั้งแต่ยุค 1960 ไปจนถึงคอลเล็กชั่นกระเป๋ารุ่น Baguette สีเขียวเปรี้ยวเข็ดฟัน ชุดว่ายน้ำที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับนางแบบคนดัง Moana Pozzi ทั้งยังมีอีกหลากหลายโปรเจกต์ของคาร์ลในยุค 1990 รวมทั้งภาพสเกตช์ลุคต่างๆ จากคอลเล็กชั่นสุดท้ายของเขาก็ได้รับการเก็บรักษาดูแลอย่างดีประหนึ่งสมบัติล้ำค่า ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของเฟนดิที่ยังไม่เคยมีใครเข้าถึง และซิลเวีย เวนตูรินี เฟนดิจะมาเล่าให้เราฟังเพิ่มเติม
VOGUE: คุณได้แรงบันดาลใจในการรังสรรค์คอลเล็กชั่นเฉลิมฉลอง 100 ปีมาจากที่ไหนบ้าง
Silvia: ฉันใช้ความรู้สึกของตัวเองมากกว่า ฉันอยากจะเลี่ยงอิทธิพลของดีไซน์ต่างๆ ที่เคยออกแบบไว้ก่อนหน้านี้ ฉันไม่ใช่คนทำงานที่ดึงแรงบันดาลใจจากคลังผลงานมาใช้ แต่ฉันจะดึงออกมาจากหัวใจ จากความทรงจำที่ฉันมี เช่น
"ชุดที่แม่ฉันเคยใส่ เสื้อขนสัตว์ของน้าคาร์ลา ความทรงจำเหล่านี้ผลิบานอยู่ในใจฉัน ฉันชอบเรียกมันว่า Fendiness”
คือความเป็นเฟนดิ ตอนที่เริ่มออกแบบคอลเล็กชั่นนี้ฉันพูดกับตัวเองว่า “อยากให้คนที่เดินออกจากแฟชั่นโชว์แล้วรู้สึกรักเฟนดิเหมือนที่ฉันรัก” ฉันอยากเฉลิมฉลอง 100 ปีของเฟนดิไปพร้อมๆ กับการทำให้ผู้คนประทับใจเมซงต่อไปอีกร้อยปี
VOGUE: ตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าสิ่งที่คุณทำประสบผลสำเร็จแล้ว
Silvia: เมื่อฉันได้อ่านจดหมายและคอมเมนต์ต่างๆ ที่ส่งกันเข้ามา แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่สุดเลยก็คืออ้อมกอดของ 2 บุคคลสำคัญที่ให้ความเห็นต่อผลงานของฉันอย่างเฉียบคม คือแม่กับป้า Paola ของฉัน
VOGUE: คุณเข้ามาทำงานในบริษัทได้อย่างไร และเข้ามาทำตอนอายุเท่าไร
Silvia: ฉันทำงานให้บริษัทมาตลอด จำได้ว่าตอนอายุ 13-14 ปี ฉันจบการศึกษาภาคบังคับแล้วและไม่อยากเรียนต่อ อยากทำงาน เลยไปบอกคุณยายซึ่งตอนนั้นเป็นหัวหน้าครอบครัวของเรา ท่านพูดกับฉันว่า “โอเค ไม่มีปัญหา แต่เธอต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ตำแหน่งล่างสุดขึ้นมานะ พรุ่งนี้เขาขาดพนักงานรับโทรศัพท์ เธอก็เริ่มจากตรงนั้นแหละ” แค่วันเดียวกับการทำงานในแผนกโอเปอเรเตอร์ก็ทำให้ฉันเข้าใจได้เลยว่านี่ไม่ใช่งานที่เหมาะกับฉัน หลังจากนั้นไม่นานฉันก็กลับไปเรียนต่อ
VOGUE: นอกจากวิธีการอันหลักแหลมของคุณยายแล้ว ท่านสอนอะไรคุณอีกบ้าง
Silvia: การทุ่มเทให้กับการทำงาน ท่านย้ำกับฉันเสมอว่า “เธอต้องมาถึงอาเตลิเยร์เป็นคนแรกและกลับเป็นคนสุดท้าย เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพนักงานคนอื่น”

Love Me Tender เสื้อโค้ตขนมิงก์จากคอลเล็กชั่น Inlaid Polychromies ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวปี 2001-2002 (เสื้อขนสัตว์ในคอลเล็กชั่นนี้มีเอกลักษณ์คืซับในพิมพ์ลายด้วยผ้าไหมแบบโปร่งแสง เผยให้เห็นรายละเอียดการตัดเย็บและตกแต่งภายใน) หมวกขนสัตว์จากคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวปี 2001-2002
VOGUE: ความฉลาด หลักแหลม และการทุ่มเททำงานอย่างหนักเป็นคุณสมบัติเด่นที่พบใน 5 สาวพี่น้องแห่งบ้านเฟนดิ ทุกคนเป็นหญิงแกร่ง บุคลิกภาพโดดเด่น ไร้ที่ติ แม้ว่าอาจจะมีบางอย่างแตกต่างกันไปบ้าง เราให้คำนิยามถูกไหม
Silvia: น่าจะเป็นอย่างนั้น ฉันจำความรู้สึกตื่นเต้นตอนที่พวกเราทำงานด้วยกันได้ดี ช่วงที่ทำงานนั้นอะดรีนาลินของเราหลั่งไหลมากโดยเฉพาะตอนอยู่ในสตูดิโอ ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งเรากำลังเตรียมทำคอลเล็กชั่นกันอยู่ ฉันได้ยินบทสนทนาระหว่างแม่กับป้าและน้าสาว ฟังดูเหมือนพวกเขากำลังถกเถียงกัน แต่ที่น่าประหลาดใจคือสุดท้ายพวกเขาก็สามารถหาจุดที่มาเจอกันตรงกลางได้อย่างน่าทึ่ง พวกเขาเป็นผู้หญิงที่แตกต่างกันมาก แต่ละคนมีความชำนาญแตกต่างกันไป ป้าเปาลาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเฟอร์ อันนาแม่ของฉันเป็นครีเอทีฟ ส่วนน้าคาร์ลาเก่งเรื่องการติดต่อสื่อสารมาก การที่ฉันเติบโตมาในบรรยากาศการทำงานแบบนั้นทำให้ฉันชินกับการฟังเสียงสะท้อนที่หลากหลายของผู้คน
VOGUE: ต่อมาคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ได้มาร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขา
Silvia: ฉันรู้จักเขามาทั้งชีวิต เขาเป็นเหมือนคุณลุงของฉัน คาร์ลมาร่วมงานกับเฟนดิในปี 1965 ตามคำแนะนำของฟรังโก ซาโวเรลลี แห่งลาอูรีอาโน ซึ่งเป็นประชาสัมพันธ์คนดังและเป็นเพื่อนของครอบครัวเรา ในยุคที่แม่และป้าๆ ของฉันกำลังสร้างสรรค์ผลงานเฟอร์ พวกเขามีที่ปรึกษาเป็นสไตลิสต์ชาวคิวบาชื่อมิเกล ครูซ แห่งชิโน เบิร์ท แต่ฟรังโกแนะนำให้พวกเขารู้จักดีไซเนอร์หนุ่มชาวเยอรมันอีกคน หลังจากที่คาร์ลได้ร่วมงานกับพี่น้องบ้านเฟนดิ เขาได้ศึกษาค้นคว้าหานวัตกรรมเทคนิคการทำขนเฟอร์อย่างหนัก เพียงแค่ไม่กี่ซีซั่นคาร์ลก็สามารถเอาชนะคู่แข่งอีก 2 คนได้ด้วยการทำให้ขนเฟอร์มีน้ำหนักเบาและใส่ง่ายขึ้น พร้อมทั้งปฏิวัติวิถีการแสดงสถานะทางสังคมผ่านตู้เสื้อผ้าด้วย
VOGUE: คาร์ลสอนอะไรคุณบ้างไหม
Silvia: ทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องคนกับเรื่องการทำงานอย่างมืออาชีพ คาร์ลเป็นคนฉลาด ไม่เหมือนใคร เขามองไปข้างหน้าเสมอ เขาเสพติดการทำอะไรที่ไม่จำเจ
"สิ่งหนึ่งในตัวคาร์ลที่ฉันชอบมากๆ คือการที่เขาไม่ยึดติดกับการเยินยอตัวเอง เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไปถึงจุดที่พอใจแล้ว แม้ว่าเขาจะตระหนักในขีดความสามารถของตัวเอง แต่เขาก็อยากจะลองพิสูจน์ตัวเองไปเรื่อยๆ ด้วยการทำงานให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป"
เพราะฉะนั้นทุกคอลเล็กชั่นที่เขาออกแบบมาจะต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ
VOGUE: ความเชื่อมโยงกับศิลปะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแบรนด์ เมื่อ 40 ปีที่แล้วในปี 1985 เฟนดิเป็นผู้บุกเบิกเรื่องการถ่ายทอดมรดกของแบรนด์ โดยจัดแสดงนิทรรศการที่หอศิลปะร่วมสมัยแห่งชาติแห่งกรุงโรม
Silvia: นิทรรศการนั้นแสดงให้เห็นก้าวของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในการบอกเล่าเรื่องแฟชั่น เป็นงานฉลองครบปีที่ 20 ของการร่วมงานกันระหว่างคาร์ลกับเฟนดิ นิทรรศการนั้นมีชื่อว่า ก้าวของการทำงาน เฟนดิ-คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ ในยุคนั้นแฟชั่นยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างจริงจังเท่าไรนักว่าเป็นผลงานศิลปะ และนั่นคือครั้งแรกที่โลโก้ของแบรนด์แฟชั่นสัญชาติอิตาลีได้ไปตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งก็สร้างความขุ่นเคืองให้คนบางกลุ่มไม่น้อย เพราะแม้ว่าจะมีนักวิจารณ์ศิลปะชื่อดังจำนวนหนึ่งกล่าวชื่นชมนิทรรศการ แต่เราก็ถูกต่อต้านจากคนที่ไม่ยอมรับการนำแฟชั่นมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ จนกลายเป็นเรื่องรุนแรงถึงขั้นมีการตั้งคำถามกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ฉันจำเรื่องนี้ได้แม่น ที่ฉันเล่านี่ไม่ใช่การมองย้อนอดีต เพราะอดีตไม่มีอะไรให้โหยหา ความทรงจำเรื่องเดียวของฉันคือฉันทำงานเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนข้อมูลให้จำว่าสิ่งที่ต้องทำตลอดเวลาคือการออกแบบและการเป็นแชมป์ในการผลิตเฟอร์ชั้นเลิศเท่านั้น

Beauty Warrior แจ็กเกตหนังลูกวัว กระโปรงผ้าวิสโคสประดับพู่จากคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนปี 2000
VOGUE: เวลาจะสร้างสรรค์งานคุณเริ่มจากทำอะไรก่อน
Silvia: ไม่มีสูตรตายตัว ฉันมักจะฟังเสียงของตัวเอง สำหรับฉันการฟังเสียงตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในอดีตที่ผ่านมา อย่างในช่วงนี้ที่พวกเราโดนถล่มเละจากสิ่งเร้าต่างๆ จริงอยู่เราไม่จำเป็นต้องไปดูสิ่งที่คนอื่นเขาทำกันหรอก แต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือกล้าที่จะทวนกระแส ก็เป็นเช่นนี้แหละ หลายครั้งการขบถก็พาเราไปสู่ความสำเร็จได้
VOGUE: รวมถึงกรณีของการทำกระเป๋ารุ่น Baguette ที่กลายเป็นต้นเค้าของกระเป๋าอิตาลีทั้งหลายด้วยไหม
Silvia: จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ช่วงนั้นพวกเราอยู่ในทศวรรษ 1990 ยุคที่เต็มไปด้วยแนวคิดแบบมินิมัล ตอนนั้นบริษัทขอให้ฉันทำกระเป๋าธรรมดาที่ใช้งานได้จริง แต่ตรงกันข้ามฉันกลับทำกระเป๋าแบเกตที่ทั้งเล็กและมีรายละเอียดเยอะมากออกมา ทุกอย่างสวนทางกับการคาดการณ์ตามกฎการตลาดโดยสิ้นเชิง
VOGUE: การใช้ชีวิตและทำงานในกรุงโรมให้อะไรแก่นักออกแบบคนหนึ่ง
Silvia: ฉันคิดว่าตัวเองได้รับโอกาสที่พิเศษมาก เมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าในตัวฉัน เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของเมซง และของผลงานที่เราสร้างสรรค์มาตลอด ผลงานที่ผ่านมาของเรามาจากท้องฟ้าในโรม มาจากธรรมชาติของเมือง มาจากศิลปะของเมือง เหล่านี้คือสิ่งที่สร้างชีวิตให้เฟนดิ ฉันชอบจิตวิญญาณของโรมมากที่สุด และฉันก็รักที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองนี้
VOGUE: ในบรรดามิวส์ของเฟนดิ มีสาวๆ ที่อยู่ขั้วตรงข้ามอยู่บ้าง เช่น Silvana Mangano จากเรื่อง Gruppo di famiglia in un interno, Tilda Swinton จาก Grand Budapest Hotel หรือแม้แต่ Moana Pozzi ที่วันหนึ่งคาร์ลเคยเลือกเธอมาเป็นนางแบบชุดว่ายน้ำ
Silvia: นั่นคือช่วงยุค 1980 คาร์ลมองว่าเธอสวยดี และเขาก็สนุกมากที่ได้ทำงานกับเธอ ตอนโมอานามาที่อาเตลิเยร์ เธอดูเป็นคนธรรมดา ออกแนวเก๋มากกว่าเซ็กซี่เสียด้วยซ้ำ
VOGUE: คำว่า “เป็นไปไม่ได้” ถูกลบออกไปจากเมซงเฟนดิ
Silvia: ครอบครัวเราหลงใหลในการทำอะไรที่ท้าทาย พวกเราทำทุกอย่างด้วยแพชชั่นที่ยิ่งใหญ่เสมอ เราสร้างสรรค์เฟอร์ขนสัตว์ใส่กลับข้างได้ที่บางเบาเหมือนชุดราตรี มีขนมิงก์บุซับในที่ให้เอฟเฟกต์เหมือนกระดาษห่อช็อกโกแลต เพชรพลอยรีดร้อน จนถึงชุดที่ปรับความยาวได้ด้วยการใช้ซิปซ่อน ฉันยังจำได้ว่าผู้จัดจำหน่ายบางคน คนทำงานบางคนบอกว่าสิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้หรอก ในขณะที่พวกเรากำลังทำมันอย่างขะมักเขม้น เขากลับบอกเราว่า “อันนี้ทำไม่ได้หรอก ไม่เคยมีใครทำมาก่อน” แต่คำว่า “ไม่” คือคำที่ทำให้เราอยากฉีกทุกกฎ คำว่า “ไม่” สำหรับเราคือสิ่งที่เราจะตะโกนตอบกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะทำมันขึ้นมาเอง”
VOGUE: 25 ปีที่ผ่านมานี้มีการพูดถึง “Rinascimento romano” หรือการฟื้นฟูศิลปวิทยาแห่งโรมกันบ่อยครั้ง ด้วยการบอกเล่าผ่านผลงานของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์แห่งยุคอย่าง Maria Grazia Chiuri, Pierpaolo Piccioli, Alessandro Michele, Marco de Vincenzo และอีกหลายคน
Silvia: มีผู้คนมากมายเดินทางมาที่โรมและทุกคนที่เดินทางมาที่นี่ก็จะนึกถึงเฟนดิ ซึ่งการที่ทุกคนกำลังบอกเล่าเรื่องราวของโรม มันเหมือนกับเราเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองแห่งนี้ สำหรับฉัน วันนี้เราทุกคนคือเพื่อนที่กำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน
VOGUE: เลข 5 เป็นเลขที่วนเวียนเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องราวในครอบครัวของคุณ ตั้งแต่ 5 รุ่น พี่น้อง 5 คน และปีต่างๆ ที่ลงท้ายด้วยเลขนี้ เช่น 1925 (ปีที่เฟนดิก่อตั้ง) 1965 (ปีที่คาร์ลเข้ามา) 1985 (นิทรรศการที่หอศิลปะร่วมสมัยแห่งชาติแห่งกรุงโรม GNAM) 2005 (Palazzo Fendi) 2015 (Palazzo della Civiltà Italiana) ถ้าฉันพูดถึงเลข 5 กับคุณ อะไรคือสิ่งแรกที่คุณนึกถึง
Silvia: ตัวอักษร 5 ตัวที่รวมกันเป็นคำว่า Fendi นี่คือมนตรา (Mantra) ของเรา
สามารถตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Fendi ได้ที่ (รวมทุกลุคจากโชว์เฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี Fendi ที่พาท่องลึกไปถึงรากฐานของแบรนด์)
เบลล่า-ราณี และ Heart Evangelista นำเหล่าเซเลบริตี้เปิดบูติก Fendi แห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม

‘ซง ฮเยคโย’ ร่วมดิจิทัลแคมเปญของ FENDI ที่พากระเป๋ารุ่นไอคอนิกกลับมาสร้างความตื่นเต้นอีกครั้ง!

Fendi จับมือแกเลอรี่และศิลปินเชื้อสายเคนย่า นำเสนอนิทรรศการศิลปะที่ผสานโลกแห่งวัฒนธรรม

รวมทุกลุคจากโชว์เฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี Fendi ที่พาท่องลึกไปถึงรากฐานของแบรนด์







