ปัญหาขยะสิ่งทอและขยะแฟชั่นกำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมแฟชั่น เมื่อเสื้อผ้าจำนวนมหาศาลถูกผลิตและบริโภคในแต่ละปี แต่มีเพียง 1 เปอร์เซ็นเท่านั้นที่ถูกนำกลับมารีไซเคิลเป็นส่ิงทอใหม่ ขณะที่ขยะที่เหลือยังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มลพิษทางน้ำ ไปจนถึงการปนเปื้อนจากสารเคมีและไมโครพลาสติก โดยเฉพาะการเติบโตของ Fast Fashion และการใช้โพลีเอสเตอร์ซึ่งผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ยิ่งทำให้ปริมาณขยะสิ่งทอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการคาดการณ์ว่าปริมาณขยะดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นภายในปี 2035

จากปัญหาขยะแฟชั่นสู่คำถามที่ว่า "ใครควรรับผิดชอบ?"
เมื่อเสื้อผ้าหนึ่งชิ้นไม่ได้จบวงจรชีวิตลงเพียงแค่วันที่ผู้บริโภคเลิกใช้งาน คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า 'เราจะกำจัดขยะอย่างไร?' แต่รวมถึง 'ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อขยะแฟชั่นเหล่านี้?' หนึ่งในแนวทางที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นคือ Extended Producer Responsibility หรือ EPR ซึ่งเป็นระบบที่ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตไปจนถึงช่วงหลังการใช้งานของผลิตภัณฑ์ โดยแบรนด์และผู้ผลิตจะต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ คัดแยก และจัดการสิ่งทอที่นำออกสู่ตลาด แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกผลักดันให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบแฟชั่นหมุนเวียนหรือ Circular Fashion โดยค่าใช้จ่ายที่ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบอาจไม่ได้ถูกกำหนดในอัตราเดียวกันทั้งหมด แต่สามารถพิจารณาจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เช่น วัสดุที่เลือกใช้ หรือความสามารถในการนำกลับมารีไซเคิลได้ ซึ่งหมายความว่าเสื้อผ้าที่ออกแบบมาให้รีไซเคิลได้ง่ายอาจมีภาระด้านค่าธรรมเนียมแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่มีวัสดุหลายประเภทผสมกันจนยากต่อการแยกแยะและนำกลับมาใช้ใหม่
สหภาพยุโรปกับเป้าหมายในการผลักดัน EPR สำหรับสิ่งทอ เพื่อจัดการปัญหาขยะแฟชั่น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นในยุโรป โดยฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งใประเทศที่เร่ิมนำระบบ EPR สำหรับสิ่งทอมาใช้แล้ว ขณะเดียวกับสหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าขยายแนวทางดังกล่าวให้ครอบคลุมประเทศสมาชิกทั้งหมด โดยมีเป้าหมายให้ระบบ EPR สำหรับส่ิงทอเร่ิมมีผลทั่วทั้งสหภาพยุโรปภายในเดือนมกราคม 2028 นอกจากการกำหนดให้ผู้ผลิตมีส่วนรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะแล้ว มาตรการที่กำลังถูกผลักดันยังครอบคลุมถึงการเพิ่มประสิทธภาพในการคัดแยกสิ่งทอ รวมถึงข้อจำกัดเกี่ยวกับการส่งออกขยะแฟชั่นและสิ่งทอที่ไม่ได้ผ่านการคัดแยก และแนวทางห้ามทำลายสินค้าที่ขายไม่ออก ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนระบบจัดการเสื้อผ้าจากแนวคิด 'ผลิต-ใช้-ทิ้ง' ไปสู่ระบบที่ให่้ความสำคัญกับวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
คุมเข้มขยะแฟชั่น! เมื่อการออกแบบเสื้อผ้าต้องคิดถึงวันที่หมดอายุ
สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่น EPR ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มต้นทุนในการจัดการขยะแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังอาจเปลี่ยนวิธีคิดของแบรนด์ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เพราะเมื่อผู้ผลิตรับผิดชอบต่อเสื้อผ้าหลังหมดอายุการใช้งาน การเลือกวัสดุ การผสมเส้นใย การใช้สารเคมี ไปจนถึงวิธีการประกอยเสื้อผ้า ล้วนมีความสำคัญต่อความสามารถในการรีไซเคิลในอนาคต ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อพิจารณาโครงสร้างของ Fast Fashion ที่ให้ความสำคัญกับค้นทุนและความเร็วในการผลิต ขณะที่เสื้อผ้าจำนวนไม่น้อยประกอบเส้นใยหลายชนิด ซึ่งทำให้การแยกวัสดุเพื่อรีไซเคิลทำได้ยาก เมื่อกฎระเบียบเริ่มกำหนดให้แบรนด์ต้องรับผิดชอบต่อปลายทางของผลิตภัณฑ์ การออกแบบเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้จึงอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจับสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นในอนาคต
ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุโรปเท่านั้น เพราะในสหรัฐอเมริกา รัฐแคลิฟอร์เนียก็เริ่มนำแนวคิดความรับผิดชอบของผู้ผลิตมาใช้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องแต่งกาย โดยมุ่งให้บริษัทต่างๆ มีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบของผลิตภัณฑ์หลังจากสิ้นสุดอายุการใช้งาน ความเคลื่อนไหวจากทั้งสองฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกจึงสะท้อนทิศทางเดียวกันว่า ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมกำลังขยับจากเรื่องของ 'ทางเลือก' ไปสู่เรื่องของ 'ข้อกำหนด' มากขึ้น และอาจทำให้แบรนด์แฟชั่นต้องประเมินต้นทุนที่แท้จริงของเสื้อผ้าแต่ละชิ้น ไม่ใช่เพียงต้นทุนในการผลิตและจำหน่าย แต่รวมถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นเมื่อเสื้อผ้ากลายเป็นขยะแฟชั่นด้วย
แรงผลักดันด้านสิ่งทอหมุนเวียนยังได้รับการสนับสนุนจากบุคคลในอุตสาหกรรมอย่าง 'Robert van de Kerkhof' ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของพันธมิตรอุตสาหกรรม ReHubs ซึ่งทำงานผลักดันประเด็นสิ่งทอหมุนเวียนให้เข้าสู่วาระของคณะกรรมาธิการยุโรป การขับเคลื่อนจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐจึงกำลังทำให้ปัญหาขยะแฟชั่นและสิ่งทอถูกมองในฐานะประเด็นเชิงระบบ มากกว่าจะเป็นเพียงปัญหาที่ผู้บริโภคต้องจัดการด้วยตัวเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว คำถามว่า "ใครควรรับผิดชอบเมื่อเสื้อผ้ากลายเป็นขยะ?" อาจไม่ได้มีคำตอบอยู่ที่ผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป หากกฎระเบียบ EPR เดินหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้ แบรนด์แฟชั่นจะต้องเริ่มคิดถึงเสื้อผ้าหนึ่งชิ้นตั้งแต่ก่อนที่มันจะถูกผลิตขึ้นมา ตั้งแต่วัตถุดิบและกระบวนการออกแบบไปจนถึงวิธีการจัดการเมื่อเสื้อผ้าหมดอายุการใช้งาน และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นต้องหันกลับมาทบทวนว่า ความยั่งยืนไม่ได้จบลงที่การเลือกใช้วัสดุที่ดีขึ้น แต่ต้องครอบคลุมถึงปลายทางของเสื้อผ้าทุกชิิ้นด้วย
(สามารถตามไปอ่านบทความ 'ฝรั่งเศสเดินหน้าร่างกฎหมายใหม่สกัด fast fashion เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืนในอนาคตแห่งวงการแฟชั่น' ได้ที่นี่)

ชุดนี้ทำมาจากต้นกล้วย! IAMISIGO พลิกขยะเกษตร สู่แฟชั่นที่ยั่งยืนใน Copenhagen Fashion Week SS27

เจาะลึกเรื่องราวคอลเล็กชั่นของ Alexander McQueen ที่สูญหายไปตลอกาลเพราะใส่ไว้ในถุงขยะ!

'ลิซ่า-ลลิษา' สวมชุดทำจากขยะรีไซเคิลเกือบ 2,000 ชิ้น โดยแบรนด์ไทย PIPATCHARA

รันเวย์ขยะ! แบรนด์ AVAVAV จำลองเหตุการณ์ปาขยะใส่นางแบบ เหมือนคอมเมนต์บูลลี่บนโลกออนไลน์

