Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

'Diorissima' จิวเวลรีชั้นสูงบทใหม่จาก Dior พาผู้ชมเดินทางผ่านโลกของพืชพรรณ ท้องทะเล และดวงดาว

สำรวจจิวเวลรีชั้นสูงบทใหม่จาก Dior ที่หยิบแรงบันดาลใจจากโลกธรรมชาติและศิลปะ มาตีความผ่านการจับคู่อัญมณีอย่างกล้าหาญและเปี่ยมจินตนาการ

02 มิถุนายน 2569

     จิวเวลรีชั้นสูงคอลเล็กชั่น ‘Diorissima’ บทล่าสุดจาก Dior Joaillerie คือการพาผู้ชมเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการที่เต็มไปด้วยสีสันและเรื่องเล่าจากธรรมชาติ ผ่านวิสัยทัศน์ของ 'Victoire de Castellane' ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ด้านจิวเวลรีและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังผลงานเครื่องประดับของเมซงมากว่า 25 ปี โดยครั้งนี้เธอเลือกผสานความงามของโลกธรรมชาติเข้ากับความเป็นนามธรรม

     เผยเป็นจิวเวลรีชั้นสูงในสามธีมหลัก ได้แก่ โลกของพืชพรรณอันอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยใบโคลเวอร์ ดอกวิสทีเรีย และผลไม้นานาชนิด, โลกใต้ทะเลที่มีทั้งปลา ปะการัง สาหร่าย และฟองอากาศ ท่ามกลางเฉดสีน้ำเงินระยิบระยับ และโลกแห่งดวงดาวที่ถ่ายทอดดวงอาทิตย์ สุริยุปราคา และกลุ่มเมฆแบบเหนือจินตนาการผ่านการจับคู่อัญมณีสีสันหลากหลาย จนกลายเป็นคอลเล็กชั่นที่สะท้อนทั้งความรักในธรรมชาติ จินตนาการ และเสรีภาพทางความคิดสร้างสรรค์ในแบบฉบับ Dior ได้อย่างงดงาม

 

 

Article

'Diorissima' ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินระดับตำนาน 'Matisse' และ 'Picasso'

ความโดดเด่นของคอลเล็กชั่น 'Diorissima' อยู่ที่การใช้สีสันและองค์ประกอบแบบศิลปะคอลลาจที่ Victoire de Castellane หลงใหลมาโดยตลอด อัญมณีหลากชนิดถูกนำมาวางเคียงกันอย่างอิสระ เกิดเป็นการเล่นกับรูปทรง การตัดต่อ และการซ้อนทับที่ชวนให้นึกถึงผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง 'Henri Matisse' และ 'Pablo Picasso' เครื่องประดับคอลเล็กชั่นนี้มีทั้งหมด 141 ตั้งแต่สร้อยคอ แหวน ต่างหู กำไลข้อมือ เอียร์คัฟ หรือเข็มกลัด ล้วนเผยให้เห็นความกล้าหาญในการใช้สีและรูปทรง พร้อมขับเน้นมิติของอัญมณีผ่านการจับคู่เฉดสีที่สดใสและเปล่งประกายราวกับภาพวาดที่มีชีวิต

 

 

Article

หัตถศิลป์ชั้นสูงของ Dior

เบื้องหลังความงดงามเหล่านี้คือความเชี่ยวชาญอันเป็นเลิศของช่างฝีมือ Dior Joaillerie ที่ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของ Victoire de Castellane ให้กลายเป็นจริงผ่านเทคนิคชั้นสูงมากมาย หนึ่งในนั้นคือเทคนิค Doublet การนำอัญมณีสองชนิดมาซ้อนกัน เช่น โอปอลและคริโซเพรส เพื่อสร้างเฉดสีและมิติที่ละเอียดอ่อนเกินกว่าจะเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน การใช้แลกเกอร์ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ Dior Joaillerie ยังช่วยเพิ่มความเข้มข้นของสีสันผ่านการสลับระหว่างพื้นผิวโปร่งแสงและทึบแสงอย่างประณีต เมื่อกระทบกับแสงจึงเกิดประกายและเฉดสีที่เปลี่ยนแปลงอย่างงดงาม ทำให้ทุกชิ้นงานใน 'Diorissima' เป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยชีวิต จินตนาการ และความมหัศจรรย์ในแบบฉบับของ Dior อย่างแท้จริง

 

 

(สามารถอ่านเรื่อง VOGUE SCOOP | Dior Cruise 2027 กับการถ่ายทอดเสน่ห์ Old Hollywood ผ่านมุมมองของ 'Jonathan Anderson' ได้ที่นี่)

รูปภาพ และ ข้อมูล : Courtesy of Dior