Vogue Thailand

LIFESTYLE

สมแก่การรอคอย! Dib Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกในกรุงเทพฯ กำลังจะเปิดแล้ว

Dib Bangkok เปิดตัวในฐานะหมุดหมายใหม่สำหรับคนรักศิลปะ พร้อม ‘(In)visible Presence’ นิทรรศการเดบิวต์ของพิพิธภัณฑ์

18 ธันวาคม 2568

     วันที่ 21 ธันวาคมนี้ กรุงเทพฯ จะได้ต้อนรับ Dib Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของเมือง ที่เกิดขึ้นจากการปรับโฉมโกดังเก่าในย่านสุขุมวิทซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะที่เปิดกว้างต่อการรับรู้ ดิบ บางกอก หรือ 'ดิบ' ในความหมายตรงตัว ตั้งใจคงความไม่ปรุงแต่งของโครงสร้างเดิมเอาไว้ เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสศิลปะในสภาพแวดล้อมที่จริง ซื่อ และไม่ถูกบังคับด้วยกรอบการตีความ พื้นที่แห่งนี้ออกแบบใหม่โดย WHY Architecture ร่วมกับ สถาปนิก 49 (A49) ให้รองรับงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ และเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ 'เดิน เข้าใกล้ หยุด และรู้สึก' กับงานอย่างเป็นธรรมชาติ

 

 

     Dib Bangkok เปิดตัวด้วยนิทรรศการปฐมฤกษ์ ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence ชวนสำรวจแนวคิดของ 'สิ่งที่มองไม่เห็น' ผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่มากกว่าแค่การใช้สายตา นิทรรศการรวบรวมผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินไทยและนานาชาติ เพื่อชวนผู้ชมตั้งคำถามถึงความทรงจำ เวลา ความเงียบ และการรับรู้ที่ไม่อาจจับต้องได้ งานจัดแสดงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในอาคาร แต่ขยายออกไปสู่พื้นที่ภายนอก ทำให้ทั้งลานและสภาพแวดล้อมรอบพิพิธภัณฑ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ศิลปะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา

 

 

     หนึ่งในผลงานที่สะดุดตาทันทีคือ 'Pars pro Toto' (2020) โดย Alicja Kwade งานศิลปะจัดวางลูกโลกหินขนาดใหญ่จำนวน 11 ลูก ที่วางกระจายอยู่กลางลานด้านหน้า เสมือนชิ้นส่วนของจักรวาลที่หลุดออกมาสู่พื้นที่จริง ชวนให้ผู้ชมหยุดมองและตั้งคำถามถึงโลก เวลา และความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าสู่พื้นที่ภายในของพิพิธภัณฑ์ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือผลงานของ James Turrell ในชื่อ 'Straight Up' (2568) โครงสร้างงานศิลปะชิ้นแรกของศิลปินในประเทศไทย ที่ใช้แสงและพื้นที่เป็นองค์ประกอบหลัก เพื่อกำหนดประสบการณ์การรับรู้ ทำให้ผู้ชมตระหนักถึงการมองเห็นในฐานะกระบวนการทางร่างกายและจิตใจ มากกว่าการดูเพียงอย่างเดียว

 

 

     ภายในอาคารยังรวบรวมผลงานของศิลปินไทยผู้ทรงอิทธิพลอย่าง 'มณเฑียร บุญมา' กับผลงาน 'เสียงแห่งดอกบัว' (2535/2542-2543) ซึ่งนำระฆังจำนวน 500 ใบมาจัดแสดงร่วมกับดินเผา กลีบบัว และทองคำเปลว ถ่ายทอดความหมายของความเงียบงันและสมาธิเป็นครั้งแรกในสเกลนี้ ขณะที่ สมบูรณ์ หอมเทียนทอง นำเสนอผลงาน 'เสียงพูดที่ไม่ได้ยิน' (2538) ผ่านเสาไม้ที่ผ่านการเดินทางจากแม่สะเรียงมาสู่มือของศิลปิน กลายเป็นร่องรอยที่มองเห็นได้แต่ไม่อาจจับต้องได้

 

 

     อีกหนึ่งผลงานสำคัญคือ 'Zodiac Houses' ของ 'มณเฑียร บุญมา' ที่ใช้เหล็ก ความโปร่งใส ไม้ สมุนไพร และชาด ถ่ายทอดมิติของสิ่งที่มองไม่เห็น ทั้งหมดนี้ทำให้ (In)visible Presence เป็นนิทรรศการเดบิวต์ของพิพิธภัณฑ์ ที่ค่อยๆ ทำให้คนไทยและนักท่องเที่ยวได้เปิดใจต่อศิลปะร่วมสมัยได้อย่างสวยงาม

 

(สามารถอ่านเรื่อง ‘Rao Wat ll’ เมื่อย่านเก่าเล่าเรื่องใหม่! ผ่านมุมมองศิลปินร่วมสมัยทั้ง 9 คน ได้ที่นี่)