Vogue Thailand

LIFESTYLE

อ้วนไปก็ไม่ดี ผอมไปก็ไม่สวย! ไขสงสัยสังคมเป็นอะไรกับหุ่นคนอื่น และรู้จักวิธีรับมือคำวิจารณ์

แชร์วิธีรับมือกับคำวิจารณ์ ผอมไป อ้วนไป และกลับมามั่นใจในไซซ์ของเราเอง

19 สิงหาคม 2568

     เคยสงสัยกันไหม? ว่ารูปร่างของเราทำไมบางครั้งมันไปเพิ่มน้ำหนักบนหัวคนอื่น คำทักทายที่ว่า “พักนี้อ้วนขึ้นนะ” หรือ “ดูผอมไปหรือเปล่า” ถูกพูดราวกับเป็นเรื่องธรรมดา โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่ามันอาจกลายเป็นแผลเล็กๆ ที่กัดเซาะความมั่นใจของคนฟังไปทีละนิด สุดท้ายกล่อมความคิดจนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หรือว่าฉัน…ยังดีไม่พอจริงๆ?”

     โว้กไม่ได้จะมาบอกว่าอย่าสนใจคำวิจารณ์เลย แต่อยากชวนกันกลับมาฟังเสียงของตัวเองให้ชัดและดังกว่าเสียงของใคร เพราะ “เรามีสิทธิ์จะรู้สึกดีกับตัวเองในทุกไซซ์ที่เราเป็น” ในบทความนี้โว้กจะมาแชร์วิธีรับมือคำวิจารณ์ของชาวติ และปล่อยให้กิโลกรัมของเรา ไปหนักอยู่บนหัวของพวกเขาแทน

 

Article

สังคมเป็นอะไรกับหุ่นคนอื่น?

     ตั้งแต่เด็ก ... เราถูกสอนให้มองหุ่นของคนอื่น และจำรูปลักษณ์ที่ “น่าชม” ซึ่งมันถูกกำหนดขึ้นแล้วผ่านคนในหน้าสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โฆษณา ภาพยนตร์ ไปจนถึงรายการวาไรตี้ ทั้งหมดนี้หล่อหลอมจนกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า “Beauty Standard”

     เมื่อภาพจำเหล่านี้ฝังแน่นมากพอ สังคมก็เริ่มมองรูปร่างของคนในชีวิตจริงที่ต่างออกไปจาก Beauty Standard ว่า “ผิดปกติ” กลายเป็นว่า “ผอมไปจากนี้คือโทรม” หรือ “อ้วนไปกว่านี้เท่ากับไม่แข็งแรง”

     ซึ่งที่ตลกร้ายไปกว่านั้นคือสังคม(บางกลุ่ม)มักให้คำอ้างว่า “ที่บอกเพราะห่วงสุขภาพนะ” ทั้งที่ไม่ได้ใส่ใจจริงๆ ทว่าเพราะสังคมชอบ “สังเกตและตัดสิน” โดยยึดติดอยู่กับค่านิยมเรื่องหุ่นดีที่แปลว่าต้องบาง ต้องกระชับ ต้องตามเทรนด์ จนลืมไปว่า “สุขภาพดีไม่ได้อยู่ในไซซ์ S เสมอไป และความสวยไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว” … และนั่นทำให้เราต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับคำวิจารณ์ให้เป็น

Article

วิธีรับมือคำวิจารณ์ เมื่อคนทักรูปร่าง ไม่ว่าจะอ้วนไป หรือผอมไป

    เมื่อคำพูดของคนอื่นกลายมาเป็นน้ำหนักในใจเรา วิธีรับมือที่ดีไม่ใช้การปิดหูไม่รับฟัง แต่สิ่งสำคัญคือการ “ตั้งหลักให้มั่น” เพราะเราปิดปากคนอื่นไม่ได้ เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะ “เชื่อหรือไม่” ต่างหาก

 

1. แยกแยะก่อนว่าคำพูดมีเจตนาแบบไหน

     ก่อนจะปล่อยให้คำพูดใครมาทำร้ายใจ ลองหยุดฟังให้ชัดว่า เขาพูดเพราะหวังดีจริงๆ หรือแค่พูดไปเพราะความเคยชิน? เพราะบางคนติดนิสัยทักคนอื่นว่า “อ้วนขึ้นรึเปล่า” หรือ “ทำไมผอมจัง” เพราะคิดว่าเป็นคำทักทั่วไป ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ควรเป็นคำทักเลยด้วยซ้ำ ถ้าเรารู้ทันว่าเขาพูดแบบนี้กับใครๆ อยู่ตลอด นั่นก็แปลว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่รูปร่างของเรา แต่อยู่ที่ความเคยชินของเขาเอง การแยกแยะเจตนาแบบนี้ได้จะช่วยให้เราไม่เผลอไปรับคำวิจารณ์เหล่านั้นเข้ามาเป็นความจริงในใจ

 

2. ตอบกลับด้วยความมั่นใจ (หรือจะไม่ตอบก็ได้!)

     เราไม่จำเป็นต้องยิ้มรับหรือหัวเราะกลบเกลื่อนเมื่อถูกวิจารณ์ แต่เราสามารถตอบกลับได้แบบอ่อนโยนและมั่นคง เพื่อประกาศว่ารูปร่างของเราไม่ใช่พื้นที่ให้ใครมาแสดงความคิดเห็นได้ตามใจชอบ เช่น

  • “ขอบคุณนะ แต่เราไม่ได้เปิดรับคอมเมนต์เรื่องหุ่นช่วงนี้”
  • “น้ำหนักเปลี่ยน แต่ใจยังดีเหมือนเดิมค่ะ ขอบคุณที่สังเกต”
  • “เราก็รู้สึกดีกับหุ่นของตัวเองดีนะ”

     แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าคำพูดนั้นล้ำเส้นเกินไป ก็สามารถตอบไปตรงๆ ได้เลยว่า “เราไม่ค่อยโอเคกับการพูดถึงรูปร่างกันแบบนี้” และในบางสถานการณ์ ถ้าเราไม่อยากตอบกลับใดๆ เลยก็ยังได้ เพราะ “การเงียบ” ก็เปรียบเหมือนการไม่ให้ค่า หรือการไม่เปิดพื้นที่ให้คำพูดนั้นมาทำร้ายกับใจเรา

 

3. ฟังเสียงของตัวเองให้ดังกว่าเสียงของคนอื่น

     ในสังคมที่เต็มไปด้วยเสียงจากรอบด้าน ทั้งเสียงเปรียบเทียบ เสียงวิจารณ์ และเสียงที่ทำให้เรารู้สึกว่า “เรายังไม่ดีพอ” บางครั้งเสียงเหล่านั้นก็ค่อยๆ กล่อมเราให้หลงเชื่อและกลายเป็นเสียงในหัวของเราเองที่คอยบอกซ้ำๆ ว่า ... เราผอมเกินไป เราอ้วนเกินไป เราไม่สวยอย่างใครเขา ทั้งที่จริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องดีพอในสายตาใคร นอกจากสายตาของตัวเราเอง ยกตัวอย่างเช่น

- เมื่อมีคนทักหรือคอมเมนต์ใต้รูปว่า “อ้วนขึ้นหรือเปล่า?” แทนที่จะรีบรู้สึกแย่ ให้ถามใจตัวเองก่อนว่า “เรารู้สึกยังไง?” ถ้าคำตอบคือ เราสบายดี มีความสุขดี แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ทิ้งคำทักนั้นให้ไร้ค่าไปได้เลย

- เมื่อเห็นภาพในโซเชียลที่ทำให้เกิดความรู้สึกเปรียบเทียบ ก็ไม่จำเป็นต้องพยายามปลอบใจตัวเองว่า “ช่างมันเถอะ” หรือ “เราก็ดีอยู่แล้ว” แต่ในใจลึกๆ กลับยังรู้สึกแย่ ทางที่ดีกว่าคือควรเตือนตัวเองในแบบที่ซื่อสัตย์กับใจว่า “เขาก็ดูดีในแบบของเขา และเราก็ดูดีในแบบของเราเหมือนกัน” แต่ถ้ารู้ว่าใจยังไม่แข็งพอ ก็ควรตั้งขอบเขตการเสพสื่อ ไม่ว่าจะเป็นเลื่อนผ่าน หรือ unfollow ก็ไม่ผิด

ภาพ : Pexels (Roberto Hund, Antoni Shkraba Studio, MART PRODUCTION)