หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ผู้เขียนมีโอกาสได้ยินชื่อของ “สกุชชี่” หรือของเล่นทำจากโฟมที่ยืดๆ บีบๆ เพื่อความสนุกเป็นครั้งแรก และยังจำภาพการบีบแล้วเด้งกลับช้าๆ ได้เป็นอย่างดีอยู่เลย เพราะไม่ว่าจะเดินเข้าไปร้านเครื่องเขียน ร้านของเล่น หรือแม้แต่หน้ายูทูปในยุคนั้น ต่างก็เต็มไปด้วย “สกุชชี่” สารพัดรูปทรง บางอันมีกลิ่น บางอันมีกลิตเตอร์ และอยู่ดีๆ กระแสของมันก็ค่อยๆ เฟดไป เหมือนของเล่นอื่นๆ ที่เวลาฮิตคนก็แห่ไปเล่น แต่พอถึงเวลาปลดระวางก็หายไปจากหน้าความทรงจำเลย
แต่ที่น่าสนใจคือในช่วงที่ผ่านมา สกุชชี่กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่แค่ในกลุ่มเด็กหรือวัยรุ่นเท่านั้น แต่ยังขยายมาถึงวัยทำงานและผู้ใหญ่ด้วย แต่คำถามคือ "ทำไมของเล่นที่เคยเพียงเทรนด์ในอดีตถึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง" และที่สำคัญคือ "มันช่วยลดความเครียดได้จริงหรือเป็นเพียงความรู้สึกไปเอง?"
สกุชชี่คืออะไร และมีที่มาอย่างไร?
คำว่า “Squishy” มาจากภาษาอังกฤษคำว่า Squish ที่แปลว่าการบีบหรือกดให้ยุบตัว ซึ่งสกุชชี่ที่เราเล่นๆ กันก็มีลักษณะตรงตามชื่อเลย เพราะเป็นของเล่นที่ผลิตจากโฟมโพลียูรีเทน ซึ่งเป็นวัสดุเนื้อนุ่มชนิดพิเศษที่สามารถบีบ กด หรือกำได้ แล้วค่อยๆ คืนรูปกลับมาอย่างช้าๆ แบบ Slow Rising ที่หลายคนรู้สึกว่าน่ามองและชวนให้เล่นซ้ำๆ
โดยต้นกำเนิดของสกุชชี่เริ่มมาจากประเทศญี่ปุ่นในช่วยต้นปี 2000 ก่อนที่ในเวลาต่อมา สกุชชี่ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงของเล่นอีกต่อไป แต่เริ่มถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Sensory Toy” หรือของเล่นที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสคล้ายกับ Fidget Spinner, Stress Ball หรือ Pop It ที่หลายคนคุ้นเคย ซึ่งล้วนแต่เป็นของเล่นที่มีประโยชน์ทางการแพทย์ทั้งสิ้น
แล้วทำไมสกุชชี่ถึงกลับมาฮิตอีกครั้ง?
1. เบื่อโซเชียลมีเดีย
ในยุคที่ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะข่าวสารและการแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ตลอดทั้งวัน หลายคนเริ่มมองหาสิ่งเล็กๆ ที่ช่วยให้ตัวเองได้พักจากความวุ่นวาย ซึ่งสกุชชี่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ เพราะไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และไม่ได้มีวิธีเล่นซับซ้อน เพราะเพียงแค่หยิบขึ้นมาบีบ ก็สามารถสร้างช่วงเวลาสั้นๆ ที่ทำให้จิตใจได้โฟกัสกับสิ่งตรงหน้าแทนความวุ่นวายรอบตัว
- หยิบมาเล่นได้ง่ายมาก พกพาสะดวก
- ช่วยดึงความสนใจออกจากความเครียดชั่วคราว
- ใช้ได้ทั้งตอนทำงาน เรียน หรือเดินทาง
2. กระแส Nostalgia กำลังมาแรง
ถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สินค้าหลายอย่างจากยุค 2000s และ 2010s กลับมาได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิทัล เครื่องเล่นเกมพกพา โทรศัพท์สมาร์ตโฟนยุคเก่า หูฟังแบบมีสาย หรือแม้แต่แฟชั่นยุค Y2K ซึ่งสกุชชี่เองก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ไปด้วย เพราะก็เป็นของจากยุคนั้นเหมือนกัน และสำหรับหลายๆ คน การได้เห็นของเล่นจากวัยเด็กก็ทำให้รู้สึกย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่เรียบง่ายกว่า ซึ่งอาจจะเป็นความรู้สึกที่หลายคนโหยหาโดยไม่รู้ตัว
- กระตุ้นความทรงจำที่ดีจากวัยเด็ก
- ให้ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย
- เชื่อมโยงกับช่วงเวลาที่มีความสุข
3. โซเชียลมีเดียช่วยปลุกกระแส
จริงอยู่ที่ผู้เขียนบอกไปข้างต้นว่าคนเริ่มเบื่ออินเตอร์เน็ต แต่หากลองเปิด TikTok หรือ Instagram ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าคอนเทนต์ประเภท Unboxing และ ASMR ที่เล่นกับระบบประสาทและการฟังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งสกุชชี่เองเป็นหนึ่งในของเล่นที่เหมาะกับนำไปทำคอนเทนต์เหล่านี้ เพราะทั้งภาพการยุบตัว เสียงสัมผัสของวัสดุ และจังหวะการคืนรูป ล้วนสร้างความพึงพอใจทางสายตาและการฟังได้อย่างน่าประหลาด
มันจึงไม่แปลกหากเวลาไถฟีดอยู่แล้วจะไปเจอคลิปคนเล่นสกุชชี่เข้า ตัวเราก็อยากจะเล่นตาม และยิ่งสกุชชี่ปัจจุบันมีการออกแบบใหม่ๆ ที่สมจริงขึ้น สีสวยขึ้น และคุณภาพดีขึ้น ก็ยิ่งทำให้คนเริ่มสนใจมากขึ้นกว่าเดิมแม้จะเคยเล่นมาแล้วก็ตาม
- เห็นผ่าน TikTok และ Instagram บ่อยขึ้น จนกระตุ้นความอยากเล่น
- เหมาะกับคอนเทนต์ ASMR
- มีดีไซน์น่ารักกว่าเดิม และมีราคาที่หลากหลายมากขึ้น จึงกลายเป็นของสะสมมากกว่าของเล่น
สกุชชี่ช่วยให้หายเครียดได้จริงหรือไม่?
จริงๆ ก็พอจะบอกได้ว่าสกุชชี่ “ช่วยได้พอสมควร” แต่ก็ไม่ใช่การรักษาความเครียดที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์จริงๆ
โดยทางจิตวิทยาการบีบสกุชชี่ซ้ำๆ ถือเป็น "Repetitive Sensory Activity" หรือ "พฤติกรรมทำซ้ำๆ เพื่อกระตุ้นหรือควบคุมการรับความรู้สึก (Sensory) ของระบบประสาท" เช่นเดียวกับการนั่งโยกไปมา การสะบัดมือไปมา หรือการมองจ้องสิ่งที่เคลื่อนไหวลักษณะเดิมซ้ำๆ ซึ่งทางการแพทย์จะระบุว่าเป็นพฤติกรรมที่พบได้ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะออทิสติก
ทั้งนี้ขอย้ำชัดๆ ว่าการชอบบีบสกุชชี่ไม่ได้หมายความว่ามีภาวะออทิสติกแต่อย่างใด เพียงแต่การบีบสุกชชี่ที่มีการคืนตัวช้าซ้ำๆ ก็ไม่ต่างกับพฤติกรรมอื่นๆ ในกลุ่ม Repetitive Sensory Activity ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้มีภาวะออทิสติกทำเพื่อช่วยให้สมองเปลี่ยนจุดโฟกัสจากความคิดหรือสิ่งกระตุ้นรอบตัว ไปสู่ความสงบและผ่อนคลายขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือการบีบสุชชี่ไม่ได้เป็นการแก้ไขไปถึงต้นตอของความเครียดจริงๆ เพียงแต่เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจออกจากปัญหาเท่านั้น
พูดง่ายๆ คือ สกุชชี่อาจเปรียบเสมือนการกินกาแฟเวลาง่วงนั่นแหละ เพราะมันช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่าแค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่พอคาเฟอีนหมดฤทธิ์ อาการง่วงก็กลับมาเหมือนเดิม เพราะตราบใดที่ความเครียดยังคงมาจากภาระงาน ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือปัญหาสุขภาพจิต การลดความเครียดที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นการจัดการกับปัญหาหรือความเครียดโดยตรง หรือการดูแลสุขภาพจิตกับแพทย์อยู่ดี
แต่จริงๆ ถ้าตัดเรื่องจิตวิทยาหรือหลักวิทยาศาสตร์ออกไปก่อน ในมุมผู้เขียนกลับมองว่าการกลับมาของสกุชชี่อาจสะท้อนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสังคมปัจจุบันได้มากกว่าที่คิด เพราะอย่างที่หลายๆ คนน่าจะเห็นก็คือไม่ว่าจะสถานการณ์โลก สภาพเศรษฐกิจ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมตอนนี้ นับวันก็ดูจะมีแต่ปัญหาจนดูเหมือนว่าจะไม่มีทางออก
มันจึงไม่แปลกเลยหากใครหลายๆ คนจะเริ่มหันหน้าหนีจากความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นแล้วหันมาโฟกัสกับสิ่งเล็กๆ ง่ายๆ อย่างของเล่นที่แม้บางคนอาจจะมองว่า "ไร้สาระ" แต่ในเมื่อมันสามารถช่วยให้ลืมสิ่งที่กวนใจไปได้ชั่วขณะ สกุชชี่ก็ไม่ต่างกับ "แสงปลายอุโมงค์" ที่แม้มันจะไม่สามารถรักษาความเครียดหรือสะสางปัญหาในใจได้อย่างแท้จริง แต่ก็พอเป็นความสุขง่ายๆ ที่หล่อเลี้ยงหัวใจในวันที่กำลังท้อหรือหมดหวังอยู่นั่นเอง





