Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

ส่องครบ 15 เรือน! Blancpain Villeret Neo-Vintage จัดแสดงครั้งแรกในเอเชีย ณ ประเทศไทย

นาฬิกา Villertet คือผลงานสร้างสรรค์ระดับไอคอนจาก Blancpain ครั้งนี้ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเรื่องราวดังกล่าวถูกนำมาเล่าขานอีกครั้งผ่าน 15 เรือนเวลาที่จัดแสดง ณ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

28 กันยายน 2569

ตลอดหน้าประวัติศาสตร์แห่งโลกนาฬิกา มีการบันทึกจุดเปลี่ยนที่สร้างมาตรฐานและเปลี่ยนแปลงโลกอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการรังสรรค์เรือนเวลาแบบพก การคิดค้นวิธีสวมใส่บนข้อมือ กลไกต่างๆ เรื่อยไปจนถึงการต่อสู้กับความยากลำบากในสถานการณ์ไม่คาดคิด แบรนด์อย่าง Blancpain ที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ก็พร้อมสรรสร้างผลงานเรือนเวลาที่จะถูกจารึกอย่างเด่นชัดจนกลายเป็นไอคอนของวงการนาฬิกาอย่างนาฬิกา Villeret และแน่นอนว่าประวัติศาสตร์ของเมซงในการริเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในช่วงยุค 1980s เป็นต้นมาก็เริ่มจากตรงนี้เช่นกัน

 

การจัดแสดงคอลเล็กชั่นนาฬิกา Neo-Vintage Villeret ครั้งแรกในเอเชีย ณ ประเทศไทย สำคัญและยิ่งใหญ่อย่างไร?

ในช่วง Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ท่ามกลางความคึกคักของแบรนด์ต่างๆ ที่หยิบยกเอานาฬิกาโฉมใหม่มาให้คอนาฬิกายลโฉมกันอย่างต่อเนื่อง หรือไม่ก็จัดกิจกรรมเพื่อสัมผัสประสบการณ์และเข้าถึงตัวตนของแบรนด์มากยิ่งขึ้น ทว่าบลองแปงก์กลับมองต่างออกไปเล็กน้อย เพราะสัปดาห์นาฬิกาจะขาดเรื่องประวัติศาสตร์และความวินเทจไปไม่ได้ คอลเล็กชั่นนาฬิกา Villeret ในยุค Neo-Vinatge ที่ถูกนิยามว่าอยู่ในช่วง 1980s มาจนถึง 2000s นั้น ถูกยกทัพมาเรียงรายกันมากถึง 15 เรือน ซึ่งแต่ละเรือนล้วนเป็นเรือนเวลาสำคัญที่เมซงเก็บรักษาและเป็นดั่งหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ สำหรับงานนาฬิกากลางกรุงเทพมหานคร การจัดแสดงดังกล่าวถือเป็นการจัดแสดงนาฬิกาคอลเล็กชั่นนี้ครั้งแรกในเอเชีย และถือว่าเป็นการส่งต่อความรู้เกี่ยวกับบลองแปงก์ให้ทุกคนได้เข้าถึงอย่างใกล้ชิด เพราะนาฬิกายุคดังกล่าวเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านและต่อสู้กับ ‘Quartz Crisis’ หนึ่งในเมซงที่ขับเคี่ยวและพร้อมสรรสร้างเรือนเวลากลไก Mechanical ให้สืบสานต่อไปคือบลองแปงก์ เพราะฉะนั้นนาฬิกาทั้ง 15 เรือนไม่เพียงแต่นำเสนอความสวยงามหรือนวัตกรรม แต่เป็นบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่กลายเป็นรากฐานการพัฒนานาฬิกามาจนถึงทุกวันนี้
 

นาฬิกาทั้ง 15 เรือนมีความสำคัญอย่างมาก เพราะแต่ละเรือนไม่เพียงแต่ฉายภาพความอมตะเหนือกาลเวลา แต่สะท้อนแนวทางและวิสัยทัศน์ของเมซงในยุค Neo-Vintage ซึ่งเป็นการสรรสร้างเรื่องราวความน่าประทับใจ ไล่เรียงตั้งแต่นาฬิกาปฏิทินไปจนถึงนาฬิกาปฏิทินถาวร หรือการพัฒนาความสวยงามสำหรับผู้หญิง ความบางเฉียบของตัวเรือน กลไก Minute Repeater มากไปกว่านั้นยังไม่ละทิ้งมิติเชิงศิลป์ สอดแทรกเทคนิคศิลปะเพื่อยกระดับความสวยงาม ความหรูหราของงานจิวเวลรี ก้าวไกลไปถึงการทดลองเรื่องสีและวัสดุต่างๆ ที่สำคัญและคอนาฬิกาห้ามพลาดรายละเอียดตรงนี้เด็ดขาดคือ ‘Six Masterpieces’ เรือนเวลา 6 รูปแบบที่ถูกมองว่าเป็นงานฝีมือขั้นสูง ก่อนจะผสมผสานรวมกันจนเกิดเป็นสุดยอดนาฬิกาที่หลอมรวมทุกระบบกลไกและสร้างมาตรฐานสุดยอดนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนที่สุด เรื่องราวเหล่านี้บอกเล่าผ่านนาฬิกาทั้ง 15 เรือนที่บลองแปงก์หยิบยกมานำเสนอในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โว้กจึงไม่อยากให้ใครพลาดโอกาสตรงนี้ ถ้าหากใครพลาดไปแล้วมาเก็บตกกับนาฬิกา Villeret ยุค Neo-Vintage ครบทั้ง 15 เรือนได้แล้วที่ด้านล่างนี้เลย

Article

Complete Calendar Mini Moonphase Ref. 6395-1318-58A  – ปี 1983

นาฬิกา Villeret เรือนนี้ถือเป็นต้นกำเนิดของเรือนเวลาคอลเล็กชั่นไอคอนิก เปิดตัวพร้อมกับนาฬิกา Ref.6595 โดยนำเสนอความเล็กจิ๋วด้วยขนาดเพียง 26 มิลลิเมตร สรรสร้างมาเพื่อสุภาพสตรีโดยเฉพาะ รักษาเอกลักษณ์งานดีไซน์ด้วยระบบกลไกปฏิทินที่ครบถ้วน มาพร้อมมูนเฟสด้านล่างซึ่งถือเป็นลายเซ็นของเมซง ความสำคัญนอกจากจะเป็นรากฐานการพัฒนาที่แข็งแกร่ง สร้างแนวคิดความยอดเยี่ยมเหนือกลไกควอตซ์ช่วงวิกฤติครั้งสำคัญแล้ว นาฬิกาเรือนนี้ยังถือครองสถิตินาฬิกาปฏิทินมูนเฟสที่มีกลไกเล็กที่สุดในโลกอีกด้วย

Article

First-Ever Perpetual Calendar Wrist Watch Ref. 5395-1318-55A - ปี 1985

นาฬิกาเรือนนี้เพียบพร้อมด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจตั้งแต่ตัวเรือนวัสดุเยลโลว์โกลด์อันโดดเด่น จับคู่กับหน้าปัดสีขาว และไฮไลต์สำคัญคือเป็นนาฬิกาปฏิทินถาวรเรือนแรกของบลองแปงก์ โดยระบบกลไกอัตโนมัติของนาฬิกาเรือนนี้พิเศษอย่างมากเพราะต่อยอดจากนาฬิกาปฏิทินดั้งเดิมสู่การทำให้นาฬิกาเรือนนี้แทบจะเป็นอมตะเหนือกาลเวลาผ่านระบบกลไกที่เหนือชั้น ทว่านาฬิการุ่นนี้มีเป็นนาฬิกาปฏิทินถาวรโดยปราศจากตัวบ่งบอกปีอธิกสุรทิน ความแตกต่างจากนาฬิกาปฏิทินถาวรยุคใหม่ตรงนี้จึงกลายเป็นบทบันทึกที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีเสน่ห์ไม่เหมือนเรือนอื่นใด

Article

Two-Hand Ladies’ Watch with Mother-of-Pearl Dial Ref. 0022-1418-55A - ปี 1991

หลังจากเนรมิตกลไกซับซ้อนและถ่ายทอดออกมาผ่านความท้าทายกับ Villeret ขนาดเล็กจิ๋ว การพัฒนาเดินทางมาถึงการยกระดับความเรียบง่ายให้น่าสนใจและพร้อมอยู่เป็นอมตะ นาฬิกาเรือนนี้ตัวเรือนมีขนาด 28 มิลลิเมตร ทำจากวัสดุเยลโลว์โกลด์ 2N เพิ่มมิติความสวยงามด้วยหน้าปัดเปลือกไข่มุก เป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญในการต่อยอดเรือนเวลาสำหรับสุภาพสตรีที่สง่างาม เรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน

Article

Complete Calendar Ref. 6495-1418-58A - ปี 1989-1990

นาฬิกาเรือนนี้นับเป็นนาฬิกาหายาก เพราะเข้าไลน์การผลิตเพียงระยะเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ปี 1989 ถึงปี 1990 เท่านั้น โดยนาฬิกาตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18k ขนาด 26 มิลลิเมตร มีฟังก์ชั่นการบอกวันที่ด้วยหลักตัวเลขที่รายล้อมไปรอบๆ หน้าปัด โดยมีหน้าต่างเฉพาะสำหรับการบอกวันและเดือน ซึ่งบลองแปงก์นิยามว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นผลงานที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของเมซงด้วยการรักษารูปแบบดั้งเดิมของเรือนเวลา Villeret ไปพร้อมกับการสอดแทรกฟังก์ชั่นปฏิทินที่แตกต่างได้อย่างสมดุล นอกจากนี้ยังเป็นไม่กี่ครั้งที่เมซงเลือกถอดมูนเฟสออกจากหน้าปัด จนกลายเป็นรายละเอียดที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้หายากขึ้นอีกระดับ

Article

Ultra-Thin (Six Masterpieces) Ref. 0021-3342-55A – ปี 1989

หากจะกล่าวว่าช่วงเวลาทองของการพัฒนานาฬิกา Villeret คือปี 1989 ก็คงไม่ผิดนัก เพราะปีนี้บลองแปงก์สรรสร้างนวัตกรรมที่น่าสนใจหลากหลายรูปแบบ เรือนนี้ถูกนิยามว่าเป็นหนึ่งใน ‘Six Masterpieces’ ใช้กลไก Piguet จากยุค 1920s มาพัฒนาสานต่อ และเปิดฝาด้านหลังให้เห็นกลไกอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังบอกเล่าประวัติศาสตร์ผ่านกลไกขนาด 33.8 มิลลิเมตร สอดคล้องกับกระแสความนิยมนาฬิกาขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่จะเห็นนาฬิกาขนาดเล็กถึงหลักต่ำกว่า 30 มิลลิเมตร และนี่คือหลักฐานแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทว่าขนาดใหญ่ขึ้นแต่ความหนากลับลดลง และทำให้นาฬิกาเรือนนี้บางเฉียบ ซึ่งถือเป็นด้านความท้าทายที่นำเสนอด้วยนาฬิกาตัวเรือนโรสโกลด์

Article

Perpetual Calendar with Leap Year Indicator (Six Masterpieces) Ref. 5495-1318-58A - ปี 1989

ยังอยู่กับปี 1989 กับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์เรือนเวลาที่มีฟังก์ชั่นสมบูรณ์แบบมากขึ้น หลังจากเปิดตัวนาฬิกาปฏิทินถาวรแบบไร้หลักการแจ้งปีอธิกสุรทิน นาฬิกาสองกษัตริย์ขนาดกลไก 33.8 มิลลิเมตร เรือนนี้สร้างบรรทัดฐานใหม่กับกลไกปฏิทินถาวรที่มีหลักบอกปีพิเศษที่มี 366 วัน ซึ่งนาฬิกาเรือนนี้มีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เป็นนาฬิกากลไกชั้นสูงหรือ ‘Grandes Complications’ เรือนแรกของเมซง สะท้อนภาพความเชี่ยวชาญในการถอดแบบนาฬิกาพกสมัยก่อนมาสู่นาฬิกาข้อมือที่ครบถ้วนสมบูรณ์และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ของนวัตกรรมพร้อมงานฝีมือ

Article

Manual-Winding Minute Repeater / JP. Hagmann Case (Six Masterpieces) Ref. 0033-3427-55A - ปี 1986

เมื่อกล่าวถึงนาฬิกาสุดยอดกลไกชั้นสูง จะขาดนาฬิกา Minute Repeater ไปไม่ได้ โดยนาฬิกาเรือนนี้ฉีกกรอบตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุแพลทินัม เชื่อมประสานกับหน้าปัดสีขาวไปในทิศทางเดียวกัน หลักเวลาตัวเลขโรมันขนาดเล็กเผยให้เห็นความเรียบเนียน เป็นนาฬิกาบอกเวลาพื้นฐานที่แม่นยำทั้งหลักชั่วโมงและนาที รวมถึงหลักวินาทีที่มาในรูปแบบ Small Seconds แต่ความพิเศษแท้จริงอยู่ที่กลไกการบอกเวลาด้วยเสียง ความซับซ้อนในการจัดเรียงและประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ให้สามารถจัดสรรลงตัวในเคสตัวเรือนขนาด 34 มิลลิเมตรโดย Jean-Pierre Hagmann นั้นใช้เวลานานเกิน 10,000 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสามารถรีดความบางได้จนถึงหลัก 3.3 มิลลิเมตร ซึ่งถือครองสถิติโลกในเวลานั้นเลยทีเดียว

Article

Split-Seconds Chronograph (Six Masterpieces) Ref. 1186-1418-55A - ปี 1989

กลับมาที่ปี 1989 อีกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปีนี้ถือเป็นปีที่บลองแปงก์เดินหน้าอย่างเข้มข้นเพื่อพัฒนาเรือนเวลากลไกขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง calibre 1186 เบื้องหลังการขับเคลื่อนนาฬิกาที่พิเศษไม่เหมือนใครในยุคนั้น เพราะนาฬิกาเรือนนี้ถือเป็นนาฬิกาจับเวลาแบบ 2 เข็มในเวลาเดียวกัน หรือที่คุ้นหูในชื่อ Split Seconds Chronograph ซึ่งทำให้สามารถจับเวลาได้ 2 กิจกรรมพร้อมกัน แรกเริ่มเดิมทีมันถูกใส่ไว้ในนาฬิกาพกเท่านั้น ด้วยความซับซ้อนดังกล่าวจึงเกิดความท้าทายและเมซงก็นำกลไกจับเวลาดังกล่าวมาใส่ในนาฬิกาข้อมือเป็นครั้งแรกในนาฬิกาเรือนนี้ และสร้างประวัติศาสตร์เป็นกลไกจับเวลาเข็มคู่แบบอัตโนมัติครั้งแรกของโลก

Article

The 1735 Grande Complication Ref. 1735-3427-55V - ปี 1991

แน่นอนว่ากลไกซับซ้อนต่างๆ นั้นยากจะเพิ่มเติมแต่งเข้าไปในตัวเรือนเป็นทุนเดิม ทว่าแนวคิดของบลองแปงก์ในปี 1991 คือการท้าทายขีดจำกัดและต้องการนำกลไกจากเรือนเวลาใน ‘Six Masterpieces’ มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นสุดยอดเรือนเวลาของโลก ตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ทำจากวัสดุแพลทินัม ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 1735 ตัวเลขตามปีก่อตั้งแบรนด์ ซึ่งเป็นชื่อของนาฬิกาด้วยเช่นกัน กลไกทั้งหมดประกอบด้วยตูร์บิญง ปฏิทินถาวร มูนเฟส การจับเวลาเข็มคู่ รวมถึง Minute Repeater ที่พร้อมส่งเสียงบอกเวลาอย่างไพเราะ ทำให้นาฬิกาเรือนนี้คือสุดยอดนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนที่สุดของโลกในเวลานั้น และใช้เวลาการประกอบมากกว่า 1 ปี ผ่านมือช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญเพียงคนเดียวตลอดทั้งกระบวนการ

Article

Automatic Chronograph Ref. 1185-1318-55A – ปี 1989

เป็นอีกครั้งที่ตัวเลขปี 1989 ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ของเมซงอย่างยิ่งใหญ่ ครั้งนี้เป็นการพัฒนานาฬิกาจับเวลาที่แม่นยำและทรงประสิทธิภาพที่สุด ไฮไลต์สำคัญคือกลไก calibre 1185 ที่ถูกนิยามว่าเป็นหนึ่งในกลไกปฏิวัติวงการ ด้วยเทคนิคเชิงลึกทำให้การจับเวลาลื่นไหลและสามารถรีเซ็ตกลับสู่จุดตั้งต้นอย่างฉับพลัน และความน่าสนใจคือการถือครองสถิติกลไกจับเวลาอัตโนมัติที่บางที่สุดในโลก โดยครองตำแหน่งยาวนานถึง 32 ปี นำมาสู่การพัฒนาและต่อยอดในวงการนาฬิกาเพื่อก้าวเข้าสู่จุดยอดพีระมิดของเมซงตลอดหลายทศวรรษ

Article

Split-Seconds Chronograph Perpetual Calendar Ref.5581-3318-55A – ปี 1992

ที่ผ่านมา ‘Six Masterpieces’ สร้างความน่าตื่นเต้น ยกระดับอีกขั้นด้วยการหยิบทุกส่วนประกอบมารวมกันอย่างน่าทึ่ง ทว่าการพัฒนายังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะเรือนเวลาแห่งการผสมผสานเกิดขึ้นอีกครั้งกับนาฬิกาตัวเรือนโรสโกลด์แสนสง่างาม แม้จะเป็นนาฬิกาไขลาน แต่ความพิเศษคือการเชื่อมประสานระหว่างกลไกจับเวลาเข็มคู่และกลไกปฏิทินถาวรเข้าไว้ด้วยกัน และสร้างประวัติศาสตร์เป็นการผลิตนาฬิกาที่ผสมผสานกลไกทั้ง 2 เข้าไว้ด้วยกันครั้งแรกของโลก

Article

Complete Calendar Moonphase / Diamond Set Ref. 6595-3828-55A - ปี 1985

ย้อนเวลากลับไปอีกสักหน่อย นาฬิกา Villeret ดั้งเดิมได้รับความสนใจจากตัวเรือนบางเฉียบและเล็กจิ๋ว ในขณะที่สามารถนำเสนอฟังก์ชั่นปฏิทินได้อย่างครบถ้วน เมื่อปี 1985 เมซงพัฒนานาฬิกาปฏิทินให้มีมิติเชิงศิลป์และกลิ่นอายความหรูหรา โดยนาฬิกาตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ประดับเพชรพาเว่บนหน้าปัด เช่นเดียวกับการล้อมเพชรบนเบเซล สร้างความระยิบระยับ

Article

Prototype with Date / Salmon Dial Ref. 1151-1127-58A - ปี 1995

หนึ่งในนาฬิกา Villeret ที่หายากที่สุดในโลก หรืออาจจะยากที่สุดในโลกอาจไม่ใช่ The 1735 Grande Complication หรือนาฬิกากลไกซับซ้อนอื่นๆ เพราะนาฬิกาหน้าปัดแซมอนจากปี 1995 ตัวเรือนสตีล มาพร้อมความบางระดับ Ultra-Thin และหน้าต่างบอกวันที่ อาจจะเป็นนาฬิกาหายากที่สุดเท่าที่เคยจัดแสดงมา เพราะนาฬิกาเรือนนี้เป็นนาฬิกาต้นแบบที่ไม่เคยเข้าสู่ไลน์การผลิตอย่างเป็นทางการ โดยเมซงพัฒนาให้กลไกอัตโนมัติสำรองพลังงานได้ระดับ 100 ชั่วโมง ในยุค Neo-Vintage ไม่เคยนาฬิกา Villeret หน้าปัดแซมอนวางจำหน่าย แต่เมซงก็เลือกหยิบแรงบันดาลใจจากนาฬิกาเรือนนี้มาต่อยอดสู่ Villeret โฉมใหม่ในปี 2026

Article

Ultra-Thin Half Hunter / Opaline Dial Ref. 3028-1542-55A - ปี 2000

ก้าวเข้าสู่ยุคมิลเลนเนียลอย่างเป็นทางการ นาฬิกา Villeret ก็ยังคงเป็นแกนหลักของสำคัญบนเส้นทางของ Blancpain อย่างต่อเนื่อง เรือนเวลาบางระดับ Ultra-Thin แอบซ่อนอยู่ภายใต้ ‘Hunter Case’ เกราะกำบังป้องกันนาฬิกาที่นิยมใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญของนาฬิกาพกแบบดั้งเดิม เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับร็อกคริสตัล วัสดุครอบตัวเรือนสมัยก่อน ครั้งนี้การหยิบยก ‘Hunter Case’ ฝาหลังพับได้กลับมา อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันอันตรายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสดุดีและย้อนถึงมนตร์เสน่ห์ของเรือนเวลาในอดีต นาฬิกาหน้าปัดโอปอลีนเรือนนี้จึงมีความโดดเด่นจากองค์ประกอบภายนอกที่ไม่แพ้กลไกภายใน

Article

Ultra-Thin / Cloisonné Enamel Dial Ref. 0021-1431-55A - ปี 1995

ปิดท้ายกันด้วยมิติความงดงามของนาฬิกา Villeret หายากจากปี 1995 หากอ่านแต่เรื่องกลไกและวัสดุตัวเรือนอาจรู้สึกว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งนาฬิกา Ultra-Thin ที่เป็นไอคอนิกของบลองแปงก์ แต่ถ้าลงลึกถึงรายละเอียดจะพบว่านาฬิกาวัสดุเยลโลว์โกลด์มีความพิเศษระดับ Pièce Unique เพราะหน้าปัดตกแต่งขอบวงนอกด้วยเทคนิคกีโยเช่สร้างรอยคลื่นที่ไม่เหมือนใคร ในขณะที่บริเวณตรงกลางอัดแน่นด้วยงานอินาเมลแบบ ‘Cloisonné’ ลวดลายสีสันต่างๆ ตัดขอบด้วยทองแบ่งรายละเอียดเส้นสายอย่างชัดเจน ซึ่งลวดลายต่างๆ เหล่านีเจะแตกต่างกันไปในแต่ละเรือน ทำให้นาฬิกา Villeret เรือนนี้แม้จะมีรหัสอ้างอิงเดียวกัน ผลิตปีเดียวกัน แต่จะมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันเลย หากใครได้ครอบครองมั่นใจได้เลยว่าจะเป็นนาฬิกาเรือนเดียวในโลกอย่างแน่นอน
 

และทั้งหมดนี้คือนาฬิกาทั้ง 15 เรือนที่บลองแปงก์นำมาจัดแสดงช่วง Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 จะเห็นว่าการเดินหน้าพัฒนาเพื่อสืบสานมรดกและองค์ความรู้เกี่ยวกับนาฬิกากลไก Mechanical หลังยุค Quartz Crisis นำทางมาสู่การพัฒนาพี่ไล่ล่าความเป็นเลิศในมิติต่างๆ ตั้งแต่การทำลายสถิติโลก การผสมผสานศาสตร์หลากหลายแขนง เรื่อยไปจนถึงการเชื่อมโยงงานศิลปะเข้ากับโลกนาฬิกาโดยรักษาวิถีแบบดั้งเดิมเอาไว้อย่างน่าสนใจ

 

(สามารถอ่านเรื่องราวนาฬิกาที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้กับบทความ VOGUE WATCH | ส่องความยอดเยี่ยมของสุดยอดเรือนเวลาเปิดฉากโค้งสุดท้ายของปี 2026)

ภาพ : Courtesy of Blancpain