การคอแลบอเรชั่นทางแฟชั่นสุดยิ่งใหญ่ระหว่างแบรนด์เสื้อผ้าระดับโลกอย่าง Louis Vuitton และศิลปินระดับโลกอย่าง BTS ที่มาในคอลเล็กชั่นสุภาพบุรุษประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2022 โดยดีไซน์เนอร์มือทองอย่าง Virgil Abloh ภายใต้การรังสรรค์ความอลังการโดย VogueGQ Korea ก็สร้างกระแสฮือฮากันเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าที่น่าสนใจ และมีเอกลักษณ์สุดโดดเด่น แต่ยังรวมไปถึงเหล่าหนุ่ม ๆ จาก BTS ด้วย
วง BTS เองนอกจากจะประสบความสำเร็จทางด้านงานดนตรีแล้ว ยังมีอีกบทบาททางด้านแฟชั่นด้วยเช่นกัน ซึ่งพวกเขาก็ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนคลับ เพราะด้วยตำแหน่งของ House Ambassador แห่ง Louis Vuitton ทำให้การคอแลบอเรชั่นในครั้งนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก โดยในคอลเล็กชั่นนี้หนุ่ม ๆ ได้คอมพลีทลุคด้วยเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์ที่ส่งเสริมเอกลักษณ์ และตัวตนของพวกเขาให้ออกมาดูสนุกสนาน เท่ห์ และสดใสต่างกันไปในแต่ละคน โดยในครั้งนี้นอกจากการถ่ายรูปคอลเล็กชั่นนี้ยังมีบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ทาง VogueGQ Korea ได้สัมภาษณ์พวกเขามาด้วย และวันนี้โว้กก็ได้รวบรวมบางส่วนมาให้ทุกคนได้ชม

BTS เริ่มต้นมาจาก “เด็กผู้ชายที่ต่อสู้กับอคติต่าง ๆ และการถูกกดขี่ในช่วงวัยรุ่น” เเละทำให้พวกเขาได้รับชื่อเล่นมาว่า “Beyond the Scene” ซึ่งมีความหมายว่า “วัยรุ่นผู้เปิดประตูเพื่อการพัฒนาไปข้างหน้าและไม่ยึดติดกับสถานภาพปัจจุบัน” RM ก็ยังคงคิดเรื่องเกี่ยวกับใครที่เขาะจะเป็น เเละรวมไปถึงเรื่องของอนาคตเช่นกัน “มนุษย์ต่างทำร้ายโลกของตัวเองผ่านการดำรงอยู่ของเราเองครับ เพราะว่าพวกเราใช้ทรัพยากรกันอย่างสิ้นเปลือง และแถมยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเยอะขึ้น” เขาชี้ให้เห็น “ผมเชื่อว่าทุกคนเกิดมาเพื่ออะไรสักอย่างครับ และผมหวังว่าทุก ๆ กิจกรรมที่ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมจะยังทิ้งอะไรบางอย่างที่มีความหมายไว้ในภายหลัง สิ่งที่ Beyond RM’ กำลังทำอยู่นั้นมันมากเกินกว่าเพียงเเค่ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ครับ เเต่มันคือการทำเพื่อโลกที่อย่างน้อยต้องเริ่มที่ 110% ครับ” สิ่งที่ RM ได้แสดงให้เราเห็นตลอดการสัมภาษณ์ อาจจะเรียกได้ว่าเขาคือศิลปินผู้สร้างสิ่งที่เป็นอมตะไว้ให้กับโลกใบนี้เป็นที่เรียบร้อย เพราะนับตั้งแต่ The Beatles เป็นต้นมาก็แทบไม่มีศิลปินคนไหนอีกเลยนอกจาก RM ที่จะสามารถสร้างพลังเพื่อเพื่อนมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้ ดังที่สี่เต่าทองเคยกล่าวไว้ว่า “เราหวังว่าทุกคำพูด ทุกบรรทัด และทุกเนื้อเพลงของเรา จะช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตต่อไปได้”

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการโดยที่ไม่เอาแรงกดดันภายนอกมาเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับโลก และได้รับความสนใจรวมถึงความคาดหวังจากแฟนๆ ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งตอนนี้ Jin ยังคงมุ่งหน้าทำเป้าหมายที่เขาเคยตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2020 อย่างต่อเนื่อง นั่นคือ “การใช้ชีวิตโดยไม่ต้องคิดมาก” เขาอธิบายว่า “การใช้ชีวิตแบบไม่คิดเยอะมันไม่ใช่เป้าหมายที่ง่ายเลยนะครับ เพราะโดยปกติในสมองของคนเรามักจะอัดแน่นไปด้วยความคิดหลายๆ อย่าง เช่นพรุ่งนี้เราจะต้องทำอะไร และวันต่อๆ ไปเราจะต้องทำอะไรบ้าง โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ไม่ชอบการวางแผนมาแต่ไหนแต่ไร เพราะถ้าเราวางแผนแล้วเรามักจะยึดติดกับมัน ซึ่งผมรู้สึกว่ามันทำยากเพราะผมเป็นคนที่ชอบด้นสด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทางหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ แน่นอนว่าคนเราต้องมีแนวทางคร่าวๆ ในการใช้ชีวิตครับ แต่ผมจะพยายามหลีกเลี่ยงการลงดีเทล เพราะมันทำให้ปวดหัว” Jin เล่าแบบติดตลก แล้วทิ้งท้ายว่า “ผมว่าทุกวันนี้ผมมีความสุขขึ้นนะ เพราะใช้ชีวิตแบบไม่ต้องคิดอะไรมากครับ”

SUGA มีอะไร ? ใคร ๆ ถึงได้มองเห็นว่าเขาทำสำเร็จแล้ว ใช่สิ่งที่เขาได้รับมา และสูญเสียไปเมื่อ 8 ปีที่แล้วหรือไม่ ? “ผมคิดว่าตอนนี้ผมมีความสุขครับ” เขาพูดอย่างวางใจ “ผมตระหนักได้ว่า ความสุขไม่ได้ต้องการอะไรมากมายครับ และมันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเรียบง่ายด้วย ผมเคยคิดว่าสิ่งของต่าง ๆ จะทำให้ผมมีความสุข และผมทำงานอย่างหนักมากเพื่อให้ได้มันมา แต่แล้วเมื่อผมประสบความสำเร็จ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเลยครับ ผมไม่ค่อยมีความต้องการทางโลกมากเท่าไหร่แล้ว” เราก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าทำไม แต่กลับรู้สึกอุ่นใจที่ได้ยินเขาพูดแบบนั้น

ช่วงเวลาระหว่างที่กำลังเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกกับเพื่อน ๆ BTS นั้น j-hope เขาเองก็ได้แต่งเพลงไปด้วย เขาเป็นคนประเภทที่มักจะมีเเรงบันดาลใจจากการใช้ชีวิตในเเต่ละวันมากกว่าการจินตนาการ เขาตรงไปตรงมา เเละด้วยบทเพลงที่จริงใจ เลยทำให้แฟน ๆ รู้สึกสนุกและถูกปลอบโยนไปพร้อม ๆ กัน นั่นเลยทำให้เขาบรรลุเป้าหมาย เเละความฝัน เเล้วอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการล่ะ ? “เหมือนที่ผมพูดมาตลอดครับว่าผมเรียนรู้การทำงานมาหลายอัลบั้มมาก ๆ” เขายอมรับ “ผมคิดว่าผมรู้สึกชอบตัวเองมากขึ้นนิดหน่อย และรู้สึกว่าได้เติบโตมากขึ้นจากการทำอัลบั้ม Love Yourself และในวันนี้ผมก็ได้คิดถึงความหมายของความสุข แต่บางครั้งผมก็รู้สึกว่า ผมถูกปลอบโยนจากสัตว์มากกว่าผู้คน เช่นพวกสุนัข หรือสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่พูดไม่ได้ครับ ถึงแม้มันจะเป็นปฏิสัมพันธ์เล็ก ๆ แต่สิ่งเหล่านั้นกลับมอบความสุขให้กับผมเป็นอย่างมาก”

ในระหว่างการสัมภาษณ์ Jimin มักจะขึ้นต้นด้วยประโยคของเขาว่า “ผมมีความสุขครับ” “มันดีมากครับ” และ “ผมดีใจครับ” นี่คงเป็นสิ่งที่สื่อให้เราเห็นว่าเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดา Jimin Park เขาได้ใช้ช่วงเวลาว่างในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคให้เกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก เขาพูดว่า “ผมคิดเกี่ยวกับตัวเองว่าผมชอบอะไร ผมไม่ชอบอะไร สิ่งที่ผมชอบเป็นแบบไหน ผมมีเวลามากในการตริตรองสิ่งเหล่านี้ และผมก็ได้เรียนรู้เป็นอย่างมากครับ จนมาวันนี้ผมรู้สึกมากกว่าสบายดี ผมรู้สึกได้ว่าตัวผมเองได้รับอนุญาตให้มีความสุข” เมื่อเราถามถึงสิ่งที่เขาได้ค้นพบกับตัวเอง เขาก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ และพูดว่า “สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ ผมขี้เกียจมากเลยครับ การอาบน้ำเป็นอีกสิ่งที่น่าเบื่อ ผมเลยถอดเสื้อผ้าออกหนึ่งชิ้น และเดินไปรอบ ๆ อีกครึ่งชั่วโมง แล้วค่อยถอดเพิ่มอีกชิ้น”

Taehyung Kim (ชื่อตั้งเเต่เกิดของ V) โชคดีมาก ๆ ตั้งเเต่ที่เจอกับเพื่อร่วมที่ที่จะมาเป็น BTS ด้วยกันครั้งเเรก จนมาถึงจุดเปลี่ยนต่อมาคือตอนที่พวกเขาได้เดบิวต์ด้วยกัน หลังจากที่ใช้เวลาในการฝึกฝนมานานแสนนาน “พวกเรามีสายสัมพันธ์ที่มั่นคง เพราะพวกเราเริ่มต้นจากเอเจนซี่เล็ก ๆ ครับ” V พูด “ความคิดของผมนั้นต่างออกไปมาก ตั้งเเต่ตอนนั้น ผมก็คิดว่ากลุ่มของผมก็เป็นเหมือนครอบครัวใหม่” เขายังได้รับ ARMY กลุ่มแฟนคลับที่ส่งความรักเเละการสนับสนุนมาให้เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อในช่วงโควิด-19 เริ่มเเพร่ระบาด ทำให้การเเสดงแบบออฟไลน์ทั้งหมดหยุดลง เเละ BTS เองก็เริ่มที่จะเจอแฟน ๆ ได้บ่อยขึ้นผ่านช่องทางของแพลตฟอร์ม Weverse พวกเขาแชร์มุมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันผ่านแพลตฟอร์มนี้ เเละ V ไม่ชอบใจนักที่จะเรียกสิ่งนี้ว่า “การสื่อสาร” เพราะว่าบางครั้งก็ทำให้รู้สึกว่ามันดูเป็นธุรกิจมากกว่า “ผมอยากจะสนิทกับเหล่า ARMY ครับ เเล้วก็อยากพูดคุยกับพวกเขาผ่าน Weverse เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมรู้สึกว่าเจอปัญหา หรือว่ามีอะไรที่อยากจะแชร์กับพวกเขาครับ” เขาอธิบาย “นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมอยากมีส่วนร่วมตลอดเวลา ผมไม่ชอบที่ทุกอย่างเข้าใกล้กับการเป็นธุรกิจ ผมถ่ายรูปเพราะผมชอบ ผมทำบางอย่างเพราะผมชอบที่จะทำมัน และผมชอบเข้าใกล้ผู้คนเพราะผมชอบพวกเขา ผมยอมรับว่าบางครั้งเราก็ต้องมีหัวธุรกิจกันบ้าง เเต่มันไม่ใช่ผมเลย มันคือจุดอ่อนของผมด้วยซ้ำ”

BTS ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตที่สุดแสนจะดราม่าของ Jung Kook ในปี 2014 BTS ได้ออกมาทำการเเสดงบนถนนที่ลอสแองเจลลิส เเละได้เชิญเหล่าผู้สัญจรไปมาชมคอนเสิร์ตฟรีนี้ นี่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกถ่ายทำเป็นรายการ TV Show เเต่นอกจากนั้นพวกเขาเองยังคงทำงานหนักเพื่อโปรโมตกลุ่มของพวกเขาผ่านใบปลิวต่าง ๆ นับตั้งเเต่ตอนนั้นเอง BTS ก็ได้พุ่งทะยานขึ้นไปเรื่อย ๆ ต่อมาในปี 2021 ตั๋วคอนเสิร์ตของพวกเขาที่จัดเเสดงที่ SoFi Stadium ใกล้กับ LA ก็ได้ขายหมดในไม่กี่นาที เทียบจากตอนนั้นกับตอนนี้ Jung Kook ก็อึ้งจนพูดไม่ออก “ผมรู้สึกประหลาดใจเสมอเลยครับ ว่าทำไมผู้คนถึงรักเเละชื่นชมเรา” เขายอมรับ “ผมคิดมาตลอดเลยว่า ผมมาถึงจุดนี้ได้ยังไง อย่างเเรกเลยก็คงเพราะผมโชคดีที่มีเพื่อนร่วมวงที่มีความสามารถมาก ๆ อย่างที่สองคือเรามี CEO ที่ชื่นชอบในเสียงเพลงจริง ๆ ครับ แต่นอกจากนั้นคงเป็นเพราะการเช้ากันของเพลง เนื้อเพลง ข้อความ การเเสดงของ BTS เเละการที่พวกเราได้ออกมาพบปะสาธารณะชน ทำให้ดึงดูดแฟน ๆ ได้มากขึ้นครับ อย่างสุดท้ายนี้มันยากมากสำหรับผมมากที่จะเข้าใจกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผมขอเดาว่ามันน่าจะเพราะว่าผมไม่สามารถที่จะไปพบเจอผู้ชมด้วยตัวเอง แต่ผมก็จะยังคงทำงานให้หนักขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่า ผมมีค่าพอสำหรับการสนับสนุนของพวกเขาครับ”
ท้ายที่สุดนี้ นี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากการสัมภาษณ์เหล่าหนุ่ม ๆ จาก BTS ในโปรเจกต์ #BTSXLVbyVogueGQ โปรเจกต์ที่ได้รวบความยิ่งใหญ่จากทั้งแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ และศิลปินระดับโลกอย่างวง BTS จากบทสัมภาษณ์ก็ทำให้เราได้รับแรงบันดาลใจบางอย่างจากพวกเขาเป็นอย่างแน่นอน นอกจากจะได้รับความประทับใจทางแฟชั่นและความน่ารักสดใสของหนุ่ม ๆ แล้วก็ยังได้รับข้อคิดดี ๆ ที่นำไปปรับใช้ได้เช่นกัน





