LIFESTYLE

ตีแผ่แรงถึงใจ ซีรีส์ 'เสียดาย' เมื่อปัญหาครอบครัว สะเทือนไกลไปสู่ปัญหาสังคม

เตรียมดำดิ่งไปกับบทสัมภาษณ์ของผู้จัดและนักแสดงจากซีรีส์ “เสียดาย”

หากคุณเป็นวัยรุ่นช่วงยุค 90 ก็คงจะเคยได้ยินหรือได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “เสียดาย” ที่ตีแผ่สภาพสังคมไทยจนแตกกระจุยด้วยการเล่าถึงปัญหาของสังคมไทยผ่านตัวละครเด็กวัยรุ่นชั้นมัธยมปลาย 4 คน เนื้อเรื่องบอกเล่าปัญหาในครอบครัวและสังคมที่ลุกลามใหญ่โตไปจนถึงการขายตัว และพัวพันไปกับการเล่นยา แต่ถ้าเรามองให้ลึกลงไปอีกครั้งถึงจะได้รู้ว่าไม่ว่าคุณจะเป็นวัยรุ่นยุคนั้นหรือยุคนี้ปัญหาที่กล่าวไปข้างต้นไม่ได้หายไปไหนเลยจากสังคม ซ้ำร้ายยังรุนแรงขึ้นเสียด้วย และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผู้จัดอย่างคุณหญิงแมงมุม ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล รัตตกุล หยิบเอาภาพยนตร์เรื่องนี้มาทำใหม่อีกครั้ง หากขยายเรื่องราวของตัวละครและปมปัญหาให้ใหญ่ขึ้นและลึกขึ้นด้วยการดำเนินเรื่องราวเป็นซีรีส์

เดิมทีซีรีส์เรื่อง “เสียดาย” ถ่ายทำเสร็จแล้วและมีแพลนฉายเมื่อหลายปีก่อน หากด้วยความเหมาะสมของสภาพสังคม ณ ตอนนั้นทำให้เรื่องนี้ต้องถูกยืดเวลาการบอกเล่าออกไป จนกระทั่งในปีนี้ 2020 แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์อันดับ 1 จากประเทศจีนอย่าง iQIYI (อ้ายฉีอี้) เลือกหยิบเอาซีรีส์เรื่องนี้ไปฉายทั่วโลก ด้วยแนวคิดของแบรนด์ที่ค่อนข้างตรงกับผู้จัดในเรื่องการถ่ายทอดประเด็นสังคมที่ตรงไปตรงมา ที่สำคัญคอนเทนต์ของแพลตฟอร์มวีดีโอออนไลน์ iQIYI เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่อง Women Empowerment / Sexual Diversity และ Equality ที่ซีรีส์เสียดายเวอร์ชั่นนี้จะมีการนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ในเรื่องด้วย กระแสของซีรีส์เรื่องนี้โด่งดังเป็นที่จับตามองทั้งการเล่าเรื่องละเอียดอ่อน การตีประเด็นที่ถูกจุด และฝีมือการแสดงของเหล่านักแสดงทำให้โว้กต้องหาโอกาสเพื่อมานั่งคุยลึกกับผู้จัดอย่างคุณหญิงแมงมุม รวมถึงนักแสดงในเรื่องถึงผลงานชิ้นเอกในครั้งนี้

“ความคลาสสิกของบทละครที่ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปขนาดไหน หากปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่ยังคงอยู่” คือคำตอบของคุณหญิงแมงมุมเมื่อเราถามว่าทำไมถึงเลือกที่จะหยิบเรื่องนี้มารีเมกใหม่อีกครั้ง ซึ่งผู้จัดยังอธิบายต่อถึงรายละเอียดที่ได้เพิ่มเข้ามาในบทละครเพื่อให้ประเด็นเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น นั่นคือเรื่องของความหลากหลายทางเพศ “เวอร์ชั่นนี้มีการเล่าเรื่องความเป็น Diversity และ Equality ด้วย อย่างตัวละคร ‘หยก’ ที่เพิ่มเข้ามาเราสะท้อนเรื่อง LGBTQ เพราะต้องการชี้ให้เห็นว่าทุกเพศทุกอายุสามารถเจอกับปัญหาได้หมดเหมือนกัน และเราอยากให้มันดูเรียลมากที่สุด อย่างเด็กๆ เราไม่ได้ให้แต่งหน้าเลย เพราะเราจะนำเสนอในอีกมุมมองด้วยว่าผู้หญิงเราสวยได้โดยที่ไม่ต้องดัดแปลงตัวเอง”

หลักใหญ่ที่ทำให้เห็นถึงความแตกต่างได้ชัดจากเวอร์ชั่นเก่าคือการหยิบเอาเรื่อง Diversity มาพูดถึงโดยมีหนุ่มฟลุ้ค-ณธัช ศิริพงษ์ธร ที่มารับบทเป็น ‘หยก’“จริงๆ สมัยก่อนก็ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหานี้แค่ไม่ได้ถูกพูดถึงในสังคมไทย แต่ว่าปัจจุบันคนพูดถึงมากขึ้น ผมได้มาเล่าในมุมมองของคนที่ถูกกดดันจากครอบครัวและสังคม ซึ่งผมคิดว่าคนที่เป็นเพศทางเลือกในยุคนั้นได้กลับมาดูก็คงจะอินเหมือนกัน” ในขณะที่แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช ผู้รับบทเป็น ‘เงาะ’ เล่าต่อถึงแก่นหลักของเรื่องว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่แค่ตัวเด็กหากสภาพครอบครัวและสังคมต่างหากที่เป็นใจความสำคัญในการผลักดันให้เกิดเรื่องที่เรียกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ขึ้น “แพตได้มาเล่นซีรีส์เรื่องนี้ถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วคำว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์มันมีจริง พอเกิดปัญหาเราต้องการที่พึ่งแต่เราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แก้อย่างไร ด้วยปัญหาครอบครัวและสังคมที่เจออยู่มันทำให้เราหาทางออกไม่เจอ และด้วยความไม่รู้ มันเลยนำพาไปในทางที่ไม่รู้เช่นกัน” 

โว้กถามแพรว-แพรวพรรณรายณ์ ศันสนะพิทยากร อีกหนึ่งสาวที่มารับบทเป็น ‘เดือน’ ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะช่วยให้คนภายนอกได้เห็นอะไรมากขึ้น “เมื่อแพรวได้มีโอกาสมาแสดงเป็นตัวละครที่ต้องขายตัวแบบนี้ มันทำให้เราได้เรียนรู้และบอกต่อสังคมให้เข้าใจมากขึ้นว่าการที่เขาทำแบบนั้นมันไม่ใช่ว่าเขาอยากทำ บางครั้งมันจำเป็น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมีเหตุผลของมัน” ความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดแค่การขายตัวหากรุกลามไปจนถึงการเล่นและค้ายาเสพติด เมื่อการค้นหาความสุขเพียงแค่ชั่วครู่จากฤทธิ์ของยาคือคำตอบของเหล่าคาแรกเตอร์ในซีรีส์กลับส่งผลร้ายที่ใหญ่โตมากกว่าที่คิด “มันน่ากลัวมาก สิ่งเหล่านี้มันพรากอะไรจากเราไปเยอะมาก ความสุขมันมาแค่ชั่วครู่ แต่ในระยะยาวมันกลับทำให้ทุกอย่างแย่มากจริงๆ” คำตอบของพลอย ศรนรินทร ที่รับบทเป็น ‘แป๋ม’ บอกเล่าจากการที่เธอได้ศึกษาตัวละครและผลร้ายที่เกิดขึ้นจากปากของผู้ที่กำลังเข้ารับการบำบัดรักษา 

“ขอแค่ซีรีส์เรื่องน้ีช่วยใครได้สักคน แค่หนึ่งคนก็คงจะพอแล้ว แต่ถ้าได้มากกว่านั้นก็คงจะดีใจ” คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล ผู้รับบทเป็น ‘ปู’ ฝากถึงคนในสังคมที่กำลังเผชิญปัญหาร้ายเหล่านี้อยู่ และหวังว่ามันจะเป็นดั่งเสียงไซเรนเตือนสติให้กลับมาสู่หนทางที่ถูกต้องอีกครั้ง “แน่นอนว่าตอนจบมันมีข้อคิดขมวดไว้อยู่แล้ว” คือคำบอกเล่าของนักแสดงทุกคนที่พูดเป็นเสียงเดียวกัน หากก่อนจบการสัมภาษณ์ครั้งนี้โว้กถามทิ้งทวนไปว่าแล้วแต่ละคนเสียดายอะไรกับชีวิตมากที่สุด ชิน-ชินดนัย ผู้รับบทเป็นเด็กเดินยา ‘โจ้’ ตอบแทนนักแสดงทุกคนไว้ว่า “จริงๆ ก็ไม่ได้เสียดายหรอก ที่เราเป็นตัวเองตอนนี้ได้ก็เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งดีและร้ายในตอนเด็ก ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีโอกาสได้ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เพราะเราต้องเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดีขึ้นด้วย” นั่นคือบทสรุปของเหล่านักแสดงที่ทิ้งท้ายไว้อย่างเรียบง่าย

 

และสำหรับโว้กไม่ว่าคุณจะเคยดูต้นฉบับเมื่อปี 2537 แล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตามเวอร์ชั่นซีรีส์นี้ไม่ควรพลาด เพราะการเล่าประเด็นสังคมในเรื่องเดียวกันด้วยยุคสมัยที่ทั้งเหมือนและต่างกันจะให้การนำเสนอที่ออกมาได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ใครพร้อมแล้วก็เตรียมดำดิ่งไปกับอีกหนึ่งบทละครคุณภาพของไทยที่จะตีแผ่ทุกความจริงในสังคมให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วโลกได้ที่เว็บไซต์ iQ.com หรือบนแอปพลิเคชั่น iQIYI (อ้ายฉีอี้) รับชมตอนใหม่ทุกวันศุกร์ เวลา 20.00 .