FASHION

Rebecca: ภาพยนตร์ที่ความโรแมนติกจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีความโสมมจากการเหยียดเพศและชนชั้น

ความสวยงามเบื้องหน้าของภาพยนตร์เรื่อง Rebecca ที่ทำให้ทุกคนคล้อยตามไปกับเนื้อเรื่องอาจทำให้ละเลยประเด็นทางสังคมเรื่องความเท่าเทียมในบริบทโลกยุคก่อน

     เมื่อความโรแมนติกปรากฏขึ้นในภาพยนตร์อารมณ์เร้าต่างๆ ถูกสร้างให้ผู้ชมรู้สึกคล้อยตามไปกับโมเมนต์นั้นๆ จนแทบไม่ได้นึกถึงบริบทสังคมที่ทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นและกลายเป็นปกติของสังคม ในวันที่หญิงสาวหลายคนกำลังเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม ตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิ์แต่หมายถึงมุมมองการมองเพศและพฤติกรรมที่ติดภาพจำของแต่ละเพศ(รวมถึงชนชั้น) จนอาจต้องตั้งคำถามกับมันบ้าง วันนี้โว้กจะพาไปย้อนดูว่าจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ในเน็ตฟลิกซ์เรื่อง “Rebecca” ที่จะดึงคุณย้อนกลับไปในสมัยยุคต้นศตวรรษที่ 20 ยุคที่ความโรแมนติกของสุภาพบุรุษซ่อนแง่มุมการกดขี่ทางเพศไว้อย่างน่าสนใจ

Mrs. Van Hopper บุคคลต้นเรื่องอีกหนึ่งคนที่กดขี่ทางชนชั้นนางเอกตั้งแต่ต้น

     เปิดแนะนำตัวละครช่วงแรกมาเราจะได้รู้จักกับสาวใช้ที่ติดตาม Mrs. Van Hopper มาพักผ่อน ณ มอนติ คาร์โล ประเทศโมนาโก หน้าที่ของสาวใช้ก็ต้องติดต่อประสานงาน ดูแลคุณผู้หญิงให้เรียบร้อย แต่การกดขี่ทางชนชั้นในขณะนั้นทำให้เรื่องราวเกิดขึ้น ผู้เขียนอยากนิยามให้พลอตนี้ว่า “ความโรแมนติกที่เป็นผลจากการกดขี่ทางชนชั้นและสังคมชายเป็นใหญ่” โมเมนต์แสนทุกข์ของนางเอกไม่ใช่การเป็นชนชั้นรองของสังคมและต้องดูแลคุณหญิงมากปัญหา แต่เพราะการที่โรงแรมหรูทำเหมือนกับเธอไม่ใช่มนุษย์เฉกเช่นแขกผู้มาเข้าพัก แม้มีเงินแต่พฤติกรรมและสถานะทางสังคมก็มิอาจผ่านด่านผู้คัดกรองไปได้ เพราะฉะนั้นระเบียงของโรงแรม สถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจในช่วงมื้ออาหาร คนรับใช้สาวไม่เคยจะได้สัมผัสเอาแต่ถูกกีดกันอยู่เสมอ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวละครในเรื่องแต่มันเกิดขึ้นกับคนในบริบทเดียวกันของโลกความเป็นจริงสมัยนั้นจริงๆ

ความหล่อเหลาและมีชั้นเชิงอำนาจเหนือกว่าของ Maxim de Winter

     วันหนึ่ง Maxim de Winter อภิมหาเศรษฐีหนุ่มจากอังกฤษปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับมีความเกี่ยวพันกับนางเอกเพราะมีการพูดถึงชื่อนี้เพื่ออภิสิทธิ์ในการเข้าใช้บริการส่วนที่เธอใฝ่ฝัน เธอคิดว่าการให้ทิปส์จะกลายเป็นตั๋วผ่านด่านชั้นดี แต่เปล่าเลยผู้คัดกรองคนดูถึงรากเหง้าชนชั้นและฟังเฉพาะเสียงของเหล่าชนชั้นนำเท่านั้น แม็กซิมจึงเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเรื่องราวความโรแมนติก เขาให้โอกาสหญิงสาวผู้ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์ได้ลองดื่มด่ำกับรสชาติความเป็นผู้ดีบ้าง ซึ่งไม่ว่าเธอจะนั่งระดับเสมอหรือส่งพลังบวกอย่างไรก็ไม่ได้ทำให้เธอกลายเป็นชนชั้นเดียวกับเหล่าแขกไฮโซ เพียงแต่พระเอกกับนางเอกได้สร้างช่วงเวลาความสัมพันธ์ระหว่างกันผ่านการช่วยเหลือครั้งนี้

ถึงแม้ว่านางเอกจะพยายามให้ดูดีทัดเทียมคนอื่นอย่างไรก็ไม่สามารถปฏิเสธกำแพงด้านเพศและชนชั้นได้

     หลายครั้งนางเอกทำเหมือนกับว่าเคยมาที่นี่แล้วทำไมจะนั่งไม่ได้อีก โดนห้ามทุกครั้ง แต่เหตุผลคือนั่งได้เพราะมีคนพาเข้าตลอด (แม็กซิม) และแล้วเราก็เห็นแม็กซิมก็เปิดโอกาสให้เธออีกครั้ง การสร้างความโรแมนติกสำหรับหนุ่มคนนี้ในบริบทภาพยนตร์ก็ดูทั่วไป แต่ถ้าทางมองเชิงสังคมศาสตร์แล้วจะเห็นว่าชายหนุ่มสร้างความเย้ายวนด้วยการปล่อยเสน่ห์ ระดับฐานะทางสังคม และที่สำคัญการเป็นชายหนุ่มรูปงาม หลายคนกรี๊ดกร๊าดไปกับแม็กซิม ทว่ามองกลับกันถ้าตัวละครเป็นผู้หญิงทำแบบนี้กับหนุ่มน้อยความโรแมนติกจะไม่โดดเด่นออกมาเท่านี้ เคมีของการช่วงเวลาพิเศษจะทำได้ยากขึ้น เหตุผลง่ายๆ ที่จะอธิบายกฎเกณฑ์นี้ได้คือ “การทำให้เป็นปกติ” หรือ “Normalize” เราสร้างความเป็นปกติให้กับผู้ชายคอยช่วยเหลือผู้หญิง(เหนือกว่าช่วยอ่อนกว่า) นั่นแปลว่าผู้หญิงมักมีสถานะทางสังคมต่ำกว่าเสมอในหลายมุมมอง มันถูกผลิตซ้ำจนเหมือนกับว่าการที่ผู้ชายให้เกียรติผู้หญิงจะต้องดูแลราวกับเธอต่ำกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันถูกผลิตซ้ำโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวกันมานับศตวรรษ...

ความรักอันโหดร้ายที่ซ่อนประเด็นละเอียดอ่อนทางสังคมไว้แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

     หอยนางรม 12 ตัวยามเช้าและพฤติกรรมหลุดบรรทัดฐานคนชนชั้นสูงทำให้ผู้อื่น(ในเรื่อง)และผู้ชมรู้ทันทีว่าเธอเป็นเอเลี่ยนของกลุ่มคนเหล่านั้น แต่ความโรแมนติกก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มยื่นมือเข้ามาช่วยและพยายามสนุกไปกับความเปิ่นของนางเอก ทว่าถ้าสังเกตดีๆ แล้วจะเห็นว่าเขายังมีกำแพงบางๆ กั้นอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้โมเมนต์ยังดูน่ารักคือความเอาใจใส่ของพระเอกในกรอบที่มีสิทธิ์เลือกตามความต้องการของตนเอง ในขณะที่เราเห็นผู้หญิงจากชนชั้นสูงส่วนมากในยุคนั้นนั่งสนทนากันเอง หรือถ้าร่วมโต๊ะกับเพศตรงข้ามก็มักเป็นคนระดับเดียวกัน ไม่มีสิทธิ์เลือกคนต่ำต้อยกว่าเพราะจะโดนลดทอนคุณค่าของตัวเองในมุมมองเรื่องชนชั้นขณะนั้น ในขณะที่ผู้ชายกลับเลือกหญิงต่ำต้อยกว่ามาร่วมสนุกโดยไม่สร้างความรู้สึกอะไร นั่นหมายถึงสิทธิ์ของผู้หญิงอันต่ำต้อยกว่าแม้จะอยู่ในชนชั้นเดียวกันด้วยซ้ำ อีกอย่างหนึ่งคือหญิงสาวมีค่าความเป็นมนุษย์ไม่เท่าโดยเฉพาะชนชั้นรอง เพราะแน่นอนว่าหากจะเหยียดพวกชนชั้นสูงจะมองพวกเธอเป็นแค่ “วัตถุ” ถึงแม้ปัจจุบันความเข้มข้นอาจลดลงไป แต่ปฏิเสธไม่ได้แน่นอนว่ามันเคยเกิดขึ้นจริงในยุคสมัยหนึ่ง

ฉากริมหาดที่สุดแสนโรแมนติกซึ่งเป็นผลผลิตจากข้อจำกัดของหญิงสาวในเรื่องที่ไม่ค่อยได้สัมผัสประสบการณ์ดีๆ แบบนี้

     ออกนอกโรงแรมก็ไปนั่งรถเล่น นับว่าเป็นช่วงที่นางเอกของเรื่องดูเหมือนจะก้าวพ้นชนชั้นตัวเองมากที่สุด เริ่มเรียนรู้กับอะไรหลายๆ อย่าง การเที่ยวชายหาด ว่ายน้ำ และกิจกรรมต่างๆ บางครั้งมันมีกฎล่องหนกรอบอยู่ว่าอันไหน ที่ไหน และชนชั้นไหนควรทำอย่างไร มันไม่ใช่กฎหมาย ไม่ใช่กฎบ้านกฎเมืองแต่การใช้ชีวิตรูปแบบหนึ่งเป็นของชนชั้นและเพศๆ หนึ่งโดยเฉพาะนั่นเอง มากไปกว่านั้นเราจะเห็นว่าเวลาท่องเที่ยวนางเอกจะรู้เรื่องเยอะไปหมดจากการเป็นหนอนหนังสือใฝ่รู้ แต่ในความเป็นจริงสิ่งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่าเพศหญิงไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาและลงมือทำอย่างเท่าเทียม เธอตื่นเต้นกับทุกสิ่งในขณะที่ชายหนุ่มจากชนชั้นสูงยิ้มแย้มและค่อยๆ สนุกไปกับมันโดยไม่ผลีผลาม เธอเรียนรู้มันจากตัวอักษรแต่ด้วยสถานะทางสังคมและเพศสภาพทำให้แม็กซิมคุ้นชินกับความสวยงามแบบนี้เป็นอย่างดี จะตื่นเต้นครั้งเดียวก็แค่ตอนส่องกล้องเห็นคู่รักกำลังดื่มด่ำกับเซ็กส์บนเรือยอร์ชกลางทะเล ทุกอย่างมีนัยยะสะท้อนในตัวเองหากเราจับจุดอย่างละเอียดลงไปในรากฐานตัวละคร

ฉากขับรถกลับโรงแรมของนางเอกที่สะท้อนนัยยะเรื่องสังคมบางอย่างไว้ตั้งแต่คำเชื้อเชิญของเศรษฐีหนุ่ม

     ฉากที่เห็นถึงความไม่เท่าเทียมและเหยียดผ่านมุกตลกโดยที่อาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ แม็กซิมต้องการให้สาวรับใช้ในมาดเจ้าหญิงคนนี้ขับรถกลับโรงแรมบ้าง แต่ประโยคที่เน้นย้ำถึงความไม่เท่าเทียมอย่างยิ่งคือ “หวังว่าจะไม่หัดขับมันจากหนังสือ” เขากำลังเล่นมุกสอดแทรกความตลก แต่เนื้อแท้ของคำมันสะท้อนให้เห็นถึงความปกติในการพูดแบบนี้กับผู้หญิงหรือระดับชนชั้นรองกว่า การหยามเหยียดโดยที่เป็นปกติจนแทบไม่รู้สึกนั้นแท้จริงมันสะท้อนนัยยะความอยู่เหนืออำนาจและวางตนเหนือกว่าโดยอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ และเรื่องอันตรายที่ทำให้เส้นความไม่เท่าเทียมไม่เคยบางลงเลยก็ “การไม่ตระหนักรู้” มากไปกว่านั้นสังคมยังให้ตัวเลือกในชีวิตกับผู้หญิงชนชั้นรองไม่มากนัก การถูกขอแต่งงานเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะเธอไม่รู้จะไปทำอะไรนอกจากอาชีพเดิมๆ สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้ดีนัก โอกาสในชีวิตก็เหลือน้อยลงตามอายุที่มากขึ้น การแต่งงานคือคำตอบที่เหล่าหญิงสาวยุคนั้นไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว แต่การบีบบังคับจากสังคมช่วยตัดสินไปกว่าครึ่งแล้วเหมือนกัน

บทบาทความอ่อนโยนโรแมนติกที่ถูกผลิตซ้ำอยู่เสมอ

     งานบ้านงานเรือน หน้าที่จำเพาะ และกริยาท่าทาง คือองค์ประกอบที่ทำให้หญิงสาวถูกทำให้ด้อยกว่าอยู่เสมอ เราจะเห็นว่าหญิงสาวมักจะเป็นผู้รับหน้าที่งานบ้านงานเรือนเอง หน้าที่เฉพาะเช่นการตรวจมื้ออาหาร ความใส่ใจจุดนี้อาจทำให้เธอขยับตัวอย่างมีเกียรติมากขึ้นโดยผู้ชายไม่ต้องดื่มด่ำความทุกข์อะไรแบบนี้ เพราะตราบใดที่คุณเป็นผู้ชายจากชนชั้นสูงคุณคือผู้บัญชาการระดับสูงแล้ว...อีกหนึ่งจุดคือผู้หญิงถูกจับตามองเรื่องความสวยงามอยู่เสมอ จะต่างอะไรกับสิ่งของ ชุดสวยไม่สวยขึ้นอยู่กับรสนิยมผู้ชม ผู้หญิงจะต่างอะไรกับหุ่นเชิดสำหรับอวดโฉมเสื้อผ้าและสถานะของสามี ในเรื่องสาวใช้กลายเป็นคนสำคัญในคฤหาสน์แมนเดอร์ลีย์ แต่สุดท้ายภาพในอุดมคติของทุกคนในวังยังยึดติดอยู่กับ “Rebecca” อดีตภรรยาของแม็กซิกเอง เธอคือตัวอย่างที่หลายคนพูดถึงว่าเธอเป็นคนอย่างไร จะเห็นเลยว่าผู้หญิงถูกกรอบกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าอย่างไรคือตัวอย่าง โดนปลูกฝังไม่ต่างจากหุ่นยนต์ฉบับมีเนื้อหนัง

การตอบรับแต่งงานที่ข้อจำกัดเรื่องเพศและชนชั้นในยุคนั้นช่วยให้ผู้หญิงตัดสินใจไปกว่าครึ่งทางแล้ว

     จากเรื่องราวทั้งหมดจะเห็นว่าถึงแม้ผู้หญิงจะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญจนเป็นตัวละครเอกของเรื่องแต่ก็ยังมีกรอบจำกัดบางอย่างที่ทำให้พวกเธอกลายเป็นชนชั้นรองของสังคมจากเหตุผลเรื่องสถานะด้านเพศรวมถึงชนชั้นที่แสดงให้เห็นชัดเจนในโลกก่อนยุคโลกาภิวัฒน์ ความปกติในสมัยนั้นอาจไม่ปกติในสมัยนี้ การกีดกั้นหรือมองเพศใดเพศหนึ่งเป็นวัตถุเป็นเรื่องล้าสมัยไปเสียแล้ว เราเห็นนางเอกของเรื่องลุ่มหลงในกับดักของความไม่เท่าเทียม ความโรแมนติกที่เกิดขึ้นจากความไม่เท่าเทียมเรื่องเพศและสถานะความเป็นคนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากข้อจำกัดต่างๆ คลายลงในปัจจุบัน นั่นแปลว่าสาวผู้ติดตามชนชั้นรองคงไม่ได้มองสิทธิพื้นฐานเหล่านี้เป็นเรื่องโรแมนติกแน่ หากเธอได้รับสิทธิพื้นฐานตามที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้อย่างเสมอภาคกัน เรื่องนี้มันสะท้อนเรื่องราวช่วงต้นได้มากกว่าแค่ความสวยงามในบทประพันธ์เสียจริง

 

ภาพ: Netflix

คีย์เวิร์ด: #Netflix